Wednesday, 4 April 2018

โครงการ/กิจกรรมที่มีประชาชนเป็นกลุ่มเป้าหมาย ยังขาดบริการหลังการขายที่ดี


การจัดทำนโยบายสาธารณะ/แผนงาน/โครงการ/กิจกรรมของหน่วยงาน ที่มีประชาชนเป็นกลุ่มเป้าหมาย  ปัญหาคือ หน่วยงานขาดการบริการหลังการขายที่เหมาะสม (ไม่มีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ศึกษาผลกระทบ ไม่มีมาตรการ/แผนงานทางเลือก รวมทั้งขาดมาตรการ/วิธีการควบคุมที่ดี ฯลฯ) ตัวอย่าเช่น กองทุนหมุนเวียนให้กู้ยืม โครงการฝึกอบรม สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ ฯลฯ มิฉะนั้นแล้ว จะถือว่า  สักแต่ทำงานให้พ้น ๆ

ประเด็นนี้ สามารถเปรียบเทียบกับค่ายโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ ฯลฯ ยังเห็นได้ชัด ค่ายไหนมีการบริการหลังการขายที่ดี จะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า หากสามารถส่งคืนผลิตภัณฑ์/สินค้าเดิมและแลกกับผลิตภัณฑ์/สินค้ารุ่นใหม่ได้ จากการเป็นลูกค้าธรรมดา ก็จะยกฐานะเป็นสาวก แม้นว่า ลูกค้าจะเป็นผู้ออกสตางค์ก็ตาม มีการตั้งกลุ่มออนไลน์ คนรักผลิตภัณฑ์โน้น สินค้านี้...

สาปีนะห์ แมงสาโมง
อย่าว่าแต่บริการหลังการขายหรอกครับ เอาแค่ไม่ได้ทำเพราะนโยบายสั่งมา..ก็เลยทำแต่เปลือกนอก..ไม่เคยมาปรับและปรึกษาให้ถ่องแท้กับบริบทของพื้นที่..ไม่ได้มีการถอดบทเรียนจากโครงการที่ผ่านมา...มีโครงการ..หนึ่งในพื้นที่บ้านเรา...เจอแต่หลังเสื้อที่แจกให้กับคนในชุมชน..ปีนี้....ปี้นั้น...แล้วก็ปีนี้  ความรู้ที่ชาวบ้านได้ คือ  ออ.ถ้าโครงการนี้ รู้แต่ต้องใช้เงินนหมดภายในกิจกรรมเดียว วันเดียว  ซื้ออะไร ได้บ้าง ทำอะไรได้บ้าง...ชาวบ้านไม่เคยเรียนรู้ได้มากกว่านี้  เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เคยได้ตั้งโจทย์ก่อนทำและทำ...ห่างไกลการประเมิน.ไม่เคยคิดเสี่ยงหรือ ท้าทายปัญหาให้ทุกคนมาร่วมแก้ แลกเปลี่ยน ร่วมค้นหา......ไม่เคยเอาสถิติ งานวิจัยชุมชนใกล้ตัวมาดูไม่เคย...ไม่เคย...ไม่เคย  ไม่ได้ร้อนแรง..แต่กำลังร้องเพลงอย่างมีความสุข...เพราะดีใจที่รัฐจะมีบริการหลังการขาย..

ตอบ เขาเรียกว่า โครงการสิ้นคิด...ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว...เพื่อใช้งบประมาณให้หมด มิฉะนั้น จะไม่ผ่านตัวชี้วัด...เพื่อให้เงินจากรัฐบาลกลางกระจายไปสู่พื้นที่ และให้เศรษฐกิจในพื้นที่เกิดการหมุนเวียนโดยมีเงินลงทุนจากภาครัฐเป็นตัวกระตุ้นตามกฎของ Irving Fisher (MV=PT) จะนำไปสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตามหลัก GDP = C+I+G+(X-M) ในส่วนค่า G คือ Government Spending หรือ Government Expenditure ...ในส่วนของ Demand Side...  และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ...ในส่วนของ Supply Side... ไม่เชื่อ ลองถาม ท่าน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซิ...


นั่นดี...ยังซื้อเสื้อแจก...ชาวบ้านจะได้มีเสื้อใส่ และคนจะได้รู้ว่า ชาวบ้านกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มของใคร...ใครดูแลเขาอยู่...ชาวบ้านมีที่พึ่งแล้ว...เกิดความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์... ดีไม่ดี พ่นชื่อคนสนับสนุนบนเสื้อให้อีก...หรือไม่ก็เขียนป้ายขอบคุณตัวเอง...ว่า “ชาวบ้าน...........ขอบคุณท่าน..................ได้แจกเสื้อดี ๆ ให้กับพวกเรา”

เป็นอันว่า ชาวบ้าน มีเสื้อใส่...แต่ประเภทเบียดเบียนเงินคนจน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส...ทำโครงการแล้วมีการหัก ณ ที่จ่าย โดยมีชาวบ้านเป็นเหยื่อ.... อย่างงี้ กฎ Irving Fisher ก็ช่วยไม่ได้ครับ...เงินไม่ได้กระจายไปสู่พื้นที่ แต่กระจุกอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งเสียแล้ว...

พิศิษฐ์  วิริยสกุล
ส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ... ส่วนน้อย "คิดไกล" แต่นาย "คิดไม่ถึง" ... ที่สำคัญตีโจทย์นโยบายไม่ออก จะเดินหน้าเดินหลังก็กลัว วนอยู่แต่ในกรอบให้จบโครงการ... ที่เห็นทั่วไปคล้ายอย่างนี้ จริงหรือเปล่าครับ

ตอบ ที่ผ่านมา รัฐจะมอบนโยบายผ่านหน่วยงานที่สังการง่าย รับรู้คำสั่งได้เร็ว และเสนอหน้าว่า สามารถทำได้และบอกว่า หน่วยงานตนเอง มีความพร้อม  ....  หน่วยงานมีปัญหาไว้แก้ภายในที่หลัง เวลารายงานก็บอกแต่สิ่งดี ๆ ไม่มีการประเมินแบบตรงไปตรงมา... หากหน่วยงานจ้างประเมินก็ไปจ้างหน่วยงานภายนอก ... ไม่ได้มาประเมินเอง เพื่อแก้ปัญหาตามหลักการประเมิน...แต่ประเมินเพื่อสร้างความชอบธรรม .. รู้อยู่แล้ว ถ้าจ้างคนมาประเมิน.. .เขาจะสรุปข้อมูลตามแต่คนจ้างต้องการ...

ละม้าย มานะการ
เห็นใจราชการนะ จริงๆ พี่บักรี จนไม่อยากไปประสานงานขอการสนับสนุน เพื่อช่วยชาวบ้าน กลัวพี่น้องข้าราชการลำบากใจค่ะ
แต่ก้อนะ ดูเหมือนเอ็นจีโอจะถูกกล่าวหาบางอย่าง จากคนของรัฐ มากกว่าชม เรานิออกเห็นใจราชการ .. รู้ว่าพี่เข้าใจ ค่ะ

ตอบ เห็นใจชาวบ้านเถอะ...บางคนยังขาดปัจจัย ๔ ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง บางคนไม่มีข้าวกรอกหม้อ เด็ก ๆ ใส่เสื้อชุดเดียวเป็นปีแล้วก็มี คนจนป่วยได้รับการรักษาพยาบาลไม่เหมือนคนมีสตางค์ ที่สามารถจ่ายค่ายาประเภทพิเศษ นอนห้องพิเศษ ได้ ...

ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐ...ขี้หมูขี้หมา ก็มีเงินเดือนใช้ในแต่ละเดือน...และงานบริการประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เป็นหน้าที่ที่ละเว้นไม่ได้...ข้าราชการไทยทุกคนต้องตระหนัก... คำสั่งการนี้ มีมาตั้งแต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ...ข้าราชการต้องรองเท้าขาด ก่อนที่จะกางเกงขาด...เว้นแต่มีเหตุผลอื่นที่ต้องอธิบายและหาแนวทางแก้ไข...

ในปัจจุบัน ข้าราชการทำงานในพื้นที่โดยไม่อาศัยภาคีร่วมพัฒนา จะยากขึ้น ภาคประชาสังคม จะต้องมีบทบาทในการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน พัฒนาประเทศ ...รัฐบาลได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้การทำงานลักษณะประชารัฐ... เว้นแต่เขาไม่ได้เชิญภาคีอื่นเข้ามาร่วม...ก็อยู่ที่ตัวบุคคล...คนเรามันมีหลายประเภท...ประเภทสำนึกรักประชาชน ทำงานแบบมีส่วนร่วม ต้องการตอบแทนคุณแผ่นดิน... ประเภทรสนิยมสูง แต่รายได้ต่ำ เบียดเบียนทุกอย่างที่ทำได้ สะสมเป็นสมบัติไว้ใช้ตอนเกษียณอายุ...พอตายไป ก็นำไปไม่ได้...มีแต่คำสาปแช่งจากลูกหลาน...

เป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน คือ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน...การพัฒนาชุมชน คือ การพัฒนาประเทศ

Chongdee Thummakhun
ภาพรวมจริงๆเหมือนกับที่หัวหน้าพูดแต่ทำไม?ประชาชนก็ยังย่ำอยู่กับที่ยังไม่หลุดพ้นพันทนาการ

ตอบ ผมมองว่า.. ประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน ไม่สามารถพึ่งพากันเองได้ดี..ครับพี่... จึงยังไม่สามารถหลุดพ้นพันทนาการ... ตามพี่ ๆ รุ่นก่อนหน้าผมวิเคราะห์ไว้ คือ ๔จ (จน เจ็บ จ๋อง โจร) เพราะติดปัญหาซ่อนเร่น ที่เขาไม่พูด ไม่กล้าบอก อยากจะหลบหลีกหนีจากหมู่บ้าน/ชุมชน ใน ๓ ปัญหาหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
๑) ความขัดแย้งทางความคิด ที่มาจากการเลือกตั้งในชุมชน เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก... เราจัดเวที ถึงชาวบ้านจะมาร่วม เขาก็ไม่พูด ไม่เสนอ ไม่คัดค้าน... บางคนไม่มาร่วมเวทีเลย... แต่เขาไม่ให้ความร่วมมือ...
๒) ครอบครัวเขาถูกทำลายทั้งกายใจ ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง เพราะยาเสพติด... เท่าที่พบมา... ครอบครัวเคยรวย ชอบช่วยเหลือสังคม... พอลูกติดยา ทุกอย่างกลับตัลปัตรหมด... นาน ๆ เข้า.. ลูกกลับทำลายคนที่รักเขา..พ้อ แม่ พี่ น้อง ... ไปคบกับคนขายยาที่ต้องการฆ่าเขาและพ่อแม่เขา... ผมประสบกับญาติพี่น้องเองด้วย... จึงรับรู้ความรู้สึกนี้ดี...
๓) ความน่าเชื้อถือในหมู่บ้านและความมั่นใจกับเพื่อนบ้าน ผู้นำในหมู่บ้าน หายไป เพราะหนี้สิน กู้ยืมแล้วไม่จ่าย โดยเฉพาะหนี้จากกองทุนหมุนเวียนของรัฐ... เขาหมดศรัทธากันเองแล้ว ทำอย่างไร ความสามัคคี การให้ความร่วมมือมันก็ทำได้ไม่เต็มที่ ... คนที่เป็นหนี้ ไม่สามารถจ่ายได้เพราะฐานะยากจน ก็พยายามจะหลบหนีจากสังคมหมู่บ้าน/ชุมชน อีกประเภทหนึ่งคือ ชอบเป็นหนี้แล้วไม่จ่ายโดยสันดาน... มาเรียกร้องอะไรจากชาวบ้าน แล้วใครจะไปเชื่อครับ! ไหนไปเบี้ยวงบโครงการที่ลงไปไหนหมู่บ้าน/ชุมชนอีก...

แล้วปัญหาในหมู่บ้าน/ชุมชน ต้องคนในหมู่บ้าน/ชุมชนร่วมกันแก้ ถ้าร่วมกันไม่ได้... การแก้ปัญหา...ก็จะไม่เกิด ครับ! ประเทศที่เข้มแข็ง เหมือน เยอรมัน ญึ่ปุ่น ประชาชนเขาพึ่งพากันเองครับ รวมกลุ่มคิด แก้ปัญหา ที่เราเรียกว่า ประชาสังคม หรือ CSO (Civil Society Organization) ... เยอรมัน เราไปลอกรัฐธรรมนูญเขามาใช้...ญึ่ปุ่น เราไปลอกงานเศรษฐกิจฐานราก (OVOP) มาใช้เป็น OTOP ครับ! แต่จนกว่าเขาจะเป็นอย่างทุกวันนี้ เขามาจากคนในหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นผู้นำการพัฒนา เจ้าหน้าที่ของรัฐเพียงแค่สนับสนุน ประสานงานให้ ครับ!

พิศิษฐ์  วิริยสกุล
ประเทศเราออกแบบวางระบบโครงสร้างการจัดการประเทศเก่ง... หรือเราจำมาจากไปขี่ม้าชมเมืองประเทศอื่น แต่เราไม่เรียนรู้การสร้างจิตสำนึกของคนในประเทศนั้น... การพัฒนาจึงเป็นแบบหยิบยื่นกับรอรับมากกว่าครับ

ตอบ เราลอกคนอื่นเขา... โดยไม่รู้ ต้นสาย ปลายเหตุ... ทั้งคำถาม วิธีทำ เพราะเห็นคำตอบมันดี... พอนำไม่ใช้บ้านเรา ใช้คำถาม วิธีทำ เดียวกัน แต่คำตอบออกมาคนละเรื่อง เพราะผู้ที่ถามคนละคนกัน นิสัย พฤติกรรม ความชอบ ความเชื่อ ค่านิยม ไม่เหมือนกันกันแล้ว... หวังคำตอบให้เหมือนเขาได้อย่างไร...
ต้องเปลี่ยนใหม่ ครับ! ... บ้านเราต้องหาคำตอบจากคนที่เราจะถามก่อน แล้วค่อยหาวิธีทำที่เหมาะสม แล้วค่อยไปตั้งคำถามให้ตรงคำตอบ... แต่เราไม่ได้ทำ...หรือทำไม่ได้.. หรือไม่รู้วิธี... ผลกระทบในระยะยาว จึงเกิดขึ้น... มาตรการ/การควบคุมก็ไม่มี...

สุดท้าย เราก็ไปไม่ถูก.. ก็ต้องมาเริ่มใหม่... กลายเป็นทำอะไร ก็จะออกมา... หนึ่ง...สอง...สาม... ศูนย์... เริ่มใหม่...  เหมือนรถ เน้นตอนสตาร์ท... มีพิธีการใหญ่โตอลังการ (kick off) ตีปี๊บ... พอเข้าเกียร์หนึ่ง เกี่ยร์สอง เกี่ยร์สาม...รถก็ดับ... ต้องมาสตาร์ทใหม่...วนอยู่อย่างนี้.. ไม่ได้ดูว่าใส่น้ำมันตรงกับเครื่องยนต์ของรถหรือเปล่า รถรับน้ำหนักไวไหม.. บางครั้งคนที่รับภาระเป็นรถบรรทุกเล็ก เราทำเป็นรถบรรทุกใหญ่... พังกับพัง.. ครับ!...
ช่วยกันใส่ใจเถอะครับ บ้านเมือง... ต้องช่วยกันดูแล รักษา เป็นมรดกตกทอดไปถึงลูกหลาน... ไม่ใช่จะจบแค่รุ่นเรา...

ละม้าย มานะการ
เคยฝันว่า ราชการจะแทรกกรอบมาเปิดทางเอื้อต่อพี่น้อง

ตอบ ก็ต้องเป็นแบบที่ว่า ... ถ้าต้องการให้งานพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนได้รับการแก้ปัญหาโดยคนในหมู่บ้าน/ชุมชนมีส่วนร่วม ...
แต่มันยังติดที่โครงสร้างการบริหารภาครัฐในระดับอำเภอ/ตำบล ท้องถิ่น/ท้องที่ ที่ยังขัด ๆ กันอยู่... หน่วยงานที่ถูกสั่งการ ก็สั่งให้ทำแต่งงาน ... หน่วยงานที่ให้งบไป ก็ติดระเบียบเบิกจ่ายไม่ได้ ... บางครั้งต้องหาวิธีแก้ด้วยการบริจาคเงิน สมทบ เรี่ยไร กันเอง เพื่อให้งานมันเดิน...

เสียดาย... รัฐบาล มี ปยป. แต่ไม่มีข้อมูลและไม่ได้ศึกษาปัญหา/อุสรรคที่เกิดขึ้น ในระดับอำเภอ/ตำบล แล้วทำการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการภาครัฐ ในยุคนี้... งานพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน คือ งานพัฒนาประเทศครับ!...

หมู่บ้าน/ชุมชนอ่อนแอ.... คนในหมู่บ้าน/ชุมชน ไม่สามาถพึ่งพากันเองได้ ไม่สามารถดูแล...คนเปราะบาง (Vulnerable Person)...ประเทศชาติจะเข้มแข็งไม่ได้ครับท่าน!

------------------------------------------------
สงสัยนายกฯประยุทธ์ ท่านจะทราบปัญหาแล้ว... หรือมีคนบอก หรือมีคนเขียนสคริปต์ให้ท่าน... หรือท่านพูดดักหน้าก่อน... ขอให้ท่านส่งคนมาศึกษาข้อเท็จจริงในพื้นที่ให้ชัดเจน และดำเนินการปฏิรูปในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเถอะครับ... ลูกหลานจะได้รับอนิสงส์ ไม่มีที่สิ้ินสุด


3. “ไทยนิยม” รอบ 1 รอบ 2 ผลออกมาดี น่าพึงพอใจ เน้นการให้ความรู้ ฝึกใช้เทคโนโลยี สร้างอาชีพ เข้าถึงตลาด online เข้าถึงแหล่งทุน ไม่ใช่การปล่อยกู้ อาจเป็นการลงทุนเพื่อส่วนรวม จัดหาเครื่องมือ พัฒนาพื้นที่ ส่วนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ นั้น อาจจะต้องไปใช้งบประจำ งบท้องถิ่นอื่นที่มีอยู่แล้ว เช่น ที่หนองบัวลำภู ต้องการไฟจราจร สร้างสะพานทางข้าม ทางลอด หรืออุโมงค์ สำหรับ “อีแต๋น” รถเกษตรกรให้กลับรถได้ หลังจากไปไร่นานั้น ผมก็ได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลและดำเนินการแล้ว ว่าอย่างไรจะเหมาะสม และตอบโจทย์ของพี่น้องประชาชนได้อย่างไร

5. ข้าราชการต้องมีการปฏิรูปตนเอง เนื่องจากวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี จะเป็น “วันข้าราชการพลเรือน” ขอให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เราทุกคนเมื่อถอดเครื่องแบบ ถอดหัวโขน คือ ประชาชนเหมือนกัน สำหรับการพัฒนาศักยภาพข้าราชการนั้น ผมอยากจะขอยกตัวอย่างหลักสูตรของกรมการพัฒนาชุมชน ที่มุ่งสร้าง “เพื่อนคู่คิด” ให้กับชาวบ้าน ด้วยการให้หลักคิด มีความเป็นผู้นำ และช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชุมชน ลักษณะเด่นของหลักสูตร ก็คือมีทั้งภาควิชาการ ภาคปฏิบัติ และการลงพื้นที่ “คลุกคลีตีโมง” เข้าถึงความคิด ความทุกข์ และจิตใจของชาวบ้าน

ที่ผ่านมามี “พัฒนากร” ประจำพื้นที่ทั่วประเทศเกือบ 4,000 คนลงพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลและความต้องการของประชาชน ในทีมปฏิบัติการไทยนิยมยั่งยืนด้วย ผมก็อยากเห็นข้าราชการทุกหน่วยงาน มีการฝึกอบรมเช่นนี้ เพื่อผลในการปฏิบัติงาน ผมก็ทราบว่าหลายหน่วยงาน อาจจะทุกหน่วยงานก็ได้ได้มีการฝึกอบรมเช่นนี้ ก็ขอให้ไปทบทวนดู ถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในการอบรมดังกล่าวว่านำไปใช้งานได้จริงหรือไม่ การทำงานใกล้ชิดประชาชนนั้น ต้องทำใจให้เสมือนเป็น“ญาติพี่น้อง” ให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันแก้ปัญหา มากกว่าใช้อำนาจ หรือการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว อย่าลืมว่ากฎหมายนั้นมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวก ไม่สร้างภาระ แล้วก็ทำให้สังคมนั้นเป็นปกติ สันติสุข

6. การปฏิรูประบบราชการ การบริหารราชการแผ่นดิน เราควรคำนึงถึงการเรียกร้องที่ให้เกิดการกระจายอำนาจให้มากยิ่งขึ้น ผมเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร เราต้องใคร่ครวญให้รอบคอบถึง “ความพร้อม” ก่อน ไม่ว่าจะส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น สิ่งสำคัญคือ ประชาชนจะต้องพัฒนาตนเองไปด้วย เราต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้เกิดการบูรณาการอย่างแท้จริง เราจึงจะพัฒนาประเทศได้ และใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด การกระจายอำนาจนั้น อยากให้เข้าใจว่า ไม่ใช่คำนึงถึงแต่เรื่องของงบประมาณ หรืออำนาจ ควรจะพิจารณากันถึงประสิทธิภาพและความพร้อมของข้าราชการ ของหน่วยงาน ของทุกกระทรวง มีความพร้อมเพียงใด หากเรากระจายอำนาจไปมาก ๆ ด้วยการกระจายงบประมาณลงไปเท่านั้น แล้วเราไม่สร้างให้เกิดความพร้อม มีความรู้การบริหารจัดการแผนงาน งบประมาณ โครงการต่าง ๆ การแบ่งสรรปันส่วนงบประมาณลงไปนั้น ก็จะถูกใช้ให้หมดไป โดยไม่เกิดประโยชน์ หรือไม่คุ้มค่า ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ สูญเปล่า แล้วเสี่ยงต่อการเกิดทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการอีกด้วย วันนี้ท่านคงเข้าใจว่ามีการกระจายอำนาจไปท้องถิ่นอยู่มากแล้ว เป็นร้อยกิจกรรม แต่ก็ยังไม่เกิดประสิทธิภาพเท่าที่ควรในบางกิจกรรมเนื่องจากท้องถิ่น อปท. หลายแห่งยังขาดความพร้อม ที่ต้องพัฒนาไปด้วยกัน ทั้งระบบ ประสิทธิภาพ งบประมาณ คน ทรัพยากรมนุษย์ ในระบบเพื่อจะทำให้เกิดการบริหารแผนงานโครงการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้มากยิ่งขึ้น

7. เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานในสังคมไทย เป็น “สนิม” ในสังคม ในระบบราชการของเรา ปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน สื่อมวลชน สื่อโซเชียล ขอบคุณ ที่ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ รัฐบาลและ คสช. ก็เปิดกว้างเพื่อจะเปิดช่องทางรับเรื่องราวร้องเรียนต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่เป็นข่าว ผมได้สั่งการให้ขยายผลไปทุกที่ ทุกกองทุน ทุกโครงการ ที่หลักฐานจะพาไป และขอให้ประชาชนทุกคน ช่วยให้เบาะแสมาด้วย นอกจากนี้ คสช. ได้กำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เข้มงวดขึ้น ในการประพฤติมิชอบในระบบราชการ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบในหลักการ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ อย่างเคร่งครัด อาทิ
(1) ในกรณีที่มีการร้องเรียน มีข้อร้องเรียน ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาโดยเร็วให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
(2) กรณีที่มีเหตุน่าเชื่อถือ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการหรือสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน แม้ผลการตรวจสอบยังไม่อาจสรุปความผิดได้ชัดเจน ถึงขั้นชี้มูลความผิด ก็ให้พิจารณาปรับย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปดำรงตำแหน่งอื่นเป็นการชั่วคราว เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้นนะครับก็ต้องตรวจสอบกันต่อ
(3) หากพบว่ามีหลักฐานชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิดแล้ว นอกจากจะต้องถูกดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยเร็วแล้ว อาจพิจารณาให้ออกจากตำแหน่งหรือออกจากราชการไว้ก่อนตามความจำเป็นและเหมาะสม รวมทั้งอาจมีการเอาผิดทางอาญาอีกด้วย โดยต้องส่งเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อพิจารณาดำเนินคดีโดยทันที
(4) กรณีที่เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อถูกย้ายพ้นจากตำแหน่งเดิมไปแล้ว ห้ามปรับย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งในลักษณะเดิม หรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นภายในเวลา 3 ปี
(5) สำหรับผู้ที่ปฏิบัติราชการเกิดความล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ปล่อยปละละเลย สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน อาจถูกพิจารณาให้มีการย้ายหรือการโอนไปดำรงตำแหน่งอื่น เพื่อประโยชน์ของทางราชการ
(6) ให้มีมาตรการคุ้มครองพยานผู้ให้ข้อมูลหรือเบาะแสในการตรวจสอบอย่างเหมาะสม เพื่อให้การได้รับข้อมูลและหลักฐานในการดำเนินการต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการจงใจให้ข้อมูลเพื่อใส่ร้ายหรือบิดเบือนข้อมูลที่เป็นผลร้ายต่อผู้อื่น บุคคลอื่น ให้พิจารณาดำเนินการลงโทษบุคคลดังกล่าวอย่างเด็ดขาดอีกด้วย ทั้งในทางโซเชียล มีเดียด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กระบวนการยุติธรรม และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสร้างความเชื่อมั่นเกิดความไว้วางใจแก่ประชาชน ซึ่งเป็น “เจ้าของประเทศ” อีกด้วย

Sunday, 1 April 2018

กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตกลายพันธุ์

จากกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลายเป็นกลุ่มออมทรัพย์/กลุ่มสัจจะ มาเป็นกองทุนหมุนเวียน สุดท้ายมาจบที่การฟ้องร้องและขึ้นศาล

แนวความคิดและวิธีการเดิมของ ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จะเน้นการสะสมทุนเพื่อการผลิต (Production Credit) เป็นวิธีสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ชาวบ้านพึ่งพากันเองแบบมีส่วนร่วม (Education For Development) และรัฐบาลสนับสนุนงบให้ครึ่งหนึ่งของเงินเก็บสะสมในแต่ละเดือนที่เรียกว่า เงินสัจจะสะสม นำมาฝากไว้กับธนาคารกรุงไทย ใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ คำว่า เพื่อการผลิต คือ เกิดศูนย์สาธิตการตลาด ธนาคารข้าวและยุ้งฉาง เมื่อสมัย ๔๐ กว่าปีที่แล้ว สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตโดยเฉลี่ยน่าจะไม่เกินกลุ่มละ ๑๐๐ คนต่อหมู่บ้าน เงินสัจจะสะสมได้ น่าจะไม่เกินปีละ ๑๐,๐๐๐ บาท

แต่...ความไม่ลึกซึ้งของนักพัฒนาชุมชนเลียนแบบ นำไปดัดแปลง และเกิดเป็นเงื่อนไขบังคับของผู้เข้าร่วมโครงการ...ให้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์บ้าง กลุ่มสัจจะบ้าง ... แล้วยกยอปอปั้นว่า ชาวบ้านสามารถรวมกลุ่มกันเองได้  โดยใช้เงินเป็นเครื่องมือในการจัดกิจกรรม จนทำให้ชาวบ้านมีมีความเข้มแข็งพี่งพากันเองได้... จากการปล่อยเงินกู้ด้วยการคิดดอกเบี้ย… แล้วนำมาปันผลกำไร ปันผลเฉลี่ยคืน จัดให้มีเงินสวัสดิการ… ผู้นำมีความเข้มแข็ง เสียสละ ชาวบ้านมีความไว้วางใจ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ… บางกลุ่มมีสมาชิกเป็นพัน เงินสัจจะสะสมเป็นพันล้านบาท จนทำให้นักวิชาการหลายคนมาศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จ บันทึกเป็นตำราหรือวิทยานิพนธ์ ไม่รู้กี่สำนักคิด (school of thought)… จนรัฐบาลได้นำมาเป็นนโยบายของประเทศ ให้ทุกหมู่บ้านมีกองทุนหมุนเวียนขึ้นมา… 

ลืมนึกหรือเปล่าครับว่า “เงินไม่เข้าใคร ออกใคร” จนไม่ได้กำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน… ความเร็วพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน… ผู้ที่คุมนโยบายยังเชื่อในความบริสุทธิ์ของชาวบ้านบางกลุ่ม มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ…ไม่ยอมศึกษาผลกระทบระยะยาว และไม่ฟังเสียงทักท้วงของผู้ปฏิบัติในพื้นที่… หาแนวร่วมนักวิชาการมาประเมินเพื่อยืนยัน กองทุนฯ มาถูกทางแล้ว … แต่ไม่ได้ศึกษาว่า ไปถูกที่หรือเปล่า... ที่กลุ่มออมทรัพย์/กองทุนอยู่ได้ในช่วงแรก เพราะยังยึดติดกับตัวบุคคล เมื่อตัวบุคคลเปลี่ยนมือเมื่อไร... ความไว้วางใจจะดีหรือไม่... ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยใจคอ... คนที่มาแทนที่... สู้สร้างระบบการควบคุมเหมือนสถาบันการเงินทั่วไปไม่ได้... เพราะมีความช่ำชองด้านการบริหารการเงิน... แต่เราไม่ได้เอามาเป็นตัวแบบ แล้วมาผสมผสานกับแนวคิดสถาบันการเงินที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน 

ท้ายที่สุด… เป็นสถาบันการเงิน แต่ปล่อยให้มีการบริหารแบบองค์กรกุศล ก็ลงเอยด้วยการฟ้อวร้องและขึ้นศาล… ทำให้ชาวบ้านหมดศรัทธากันเอง … การพัฒนาให้ชุมชนเข้มแข็งที่เป่าประกาศ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?...  หากไม่เชื่อ ลงมาพิสูจน์ในพื้นที่ด้วยกันไม่ครับ.... 

เมื่อไม่ได้กำหนดมาตรการการควบคุมที่ถูกต้อง… อย่ามาโทษผู้ปฏิบัติในพื้นที่…และอย่ากดดันให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไปทวงหนี้จากชาวบ้านเลยครับ… เพราะคนสั่งเอง ก็ไม่น่าจะมาทวงหนี้ได้… นี่ ไม่นับรวมความผิดจากกรรมการยักยอกเงิน แล้วทำลายหลักฐาน รวมทั้ง การยิงกันตายระหว่างผู้ประกันเงินกู้กับผู้กู้...

การทำให้ชาวบ้านหนึ่งคนต้องขึ้นศาลเพราะนโยบายของรัฐ ก็น่าจะคิดได้แล้วว่า การนำนโยบายนั้นไปสู่การปฏิบัติ ด้วยรูปแบบเช่นนั้น ถูกต้องหรือไม่…  

ข้อสังเกต ที่ควรศึกษาหาแนทางสนับสนุนและแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินชุมชน

๑. กลุ่มออมทรัพย์ฯ สามารถโตได้โดยมีสมาชิกไม่เกินกี่คน เงินออมไม่เกินกี่บาทที่สามารถบริหารจัดการแบบไม่เกินกำลังความสามารถ โปร่งใส ควบคุม ตรวจสอบได้ และการฝากถอนเบิกจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร เพื่อง่ายต่อการตรวจสอบ และรัฐควรเพิ่มทุนครึ่งหนึ่งของเงินสัจจะสะสมในแต่ละปี เพื่อจัดกิจกรรมเน้นด้านเศรษฐกิจสังคม สวัสดิการ เพื่อหมู่บ้าน/ชุมชน แบบมีส่วนร่วม ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมด้านการกู้เงิน

๒. กองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน/ชุมชนหรือเกี่ยวข้องกับประชาชน อาทิเช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) กองทุนหมุนเวียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ฯลฯ เป็นต้น ที่เป็นเหตุให้ประชาชนขาดความไว้วางใจ (trust) และขาดความเชื่อมั่น (confidence) ต่อกัน เพราะบางคนเป็นหนี้สินแล้วไม่จ่าย ยักยอก ทำลายหลักฐาน  เห็นควรดำเนินการเพื่อแก้ปัญหา คือ
รัฐให้การสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมปรับปรุงโครงสร้างระบบการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนของหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลหรือไปเกี่ยวข้องเสียใหม่ อาทิเช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) ฯลฯ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสทางการคลังของเงินทุนหมุนเวียนนอกงบประมาณ และส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย  ดังนี้
(๑) บันทึกรายการหนี้สินของลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนทุกรายและทุกประเภทลงในบัตรประจำตัวประชาชน และผ่านระบบธนาคาร ไม่ว่าจะฝากหรือถอนเงิน และส่งจ่ายเงินกู้ยืมด้วยตนเองหรือผู้ได้รับมอบฉันทะทุกครั้ง เพราะสามารถป้องกันการยักยอกเงินของเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ รวมทั้ง การทำลายหลักฐานทางการเงินและทะเบียนต่าง ๆ
(๒) ให้ผู้ที่เบี้ยวหนี้ ติดเครดิตบูโร จะได้สร้างวินัยทางการเงินให้กับผู้กู้
(๓) ผู้ที่เป็นหนี้เงินทุนหมุนเวียนของรัฐทุกประเภทไม่มีเวลาหมดอายุความ เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเดือดร้อน ต้องชดใชัเงินของผู้เบี้ยวหนี้โดยใช่เหตุ
(๔) การรับภาระหนี้ให้เป็นรายคน ไม่ใช่รายกลุ่ม แม้นจะรวมกลุ่มกันทำโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่จะตกกับคนใดคนหนึ่ง หรือคนหนึ่งได้ประโยชน์และอีกคนต้องชดใช้หนี้...ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว
(๕) เมื่อผู้เป็นหนี้เงินทุนหมุนเวียนของรัฐทุกรายทุกประเภทเบี้ยวหนี้ จะมาทำธุรกรรมทางการเงิน หรือติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฯ เพื่อขึ้นทะเบียนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ขึ้นทะเบียนรถ โอนที่ดิน เข้าโรงพยาบาล  จะฝากหรือโอนเงินกับธนาคาร ก็ต้องทำการประนอมหนี้ด้วย 
(๖) เมื่อพบผู้ที่เป็นหนี้ตามข้อ ๕ มีฐานะยากจน จะได้ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและฝึกอาชีพ เพราะอาจเบี้ยวหนี้โดยฐานะหรือถูกหลอก หากพบผู้ที่เป็นหนี้ตามข้อ ๕ มีฐานะร่ำรวย จักได้ทำการยึดทรัพย์หรือเสียค่าปรับ เพราะเบี้ยวหนี้โดยสันดาน

กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต : แนวคิดอุดมการณ์รากฐาน ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี อดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน

แนวความคิด ปรัชญา  กระบวนการ หลักการและวิธีการพัฒนาชุมชน  

ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี กล่าวว่า
ผมออกจากกรมฯ ไปตั้งแต่ปี 2534  ถึงแม้ว่าจะออกจากกรมฯไปเป็นผู้ว่าฯเสีย 11 ปี เป็นประธาน  กกต. อีก 4 ปี เป็นที่ปรึกษา กกต.อีก 5 ปี เป็นที่ปรึกษานายกฯอีก 5 ปี  ก็อยากนำเรียนว่า  งานพัฒนาชุมชน ถ้าเราเข้าใจจริงๆ งานที่ทำการพัฒนามนุษย์ ไม่มีงานใดที่มีคุณภาพ  มีคุณค่า และมีเกียรติ ศักดิ์ศรีเท่างานพัฒนาชุมชน ก็เพราะสอนให้คนรู้จักพึ่งตนเอง ในเรื่องของวัฒนธรรมค่านิยมของเรา ใครพึ่งตนเองได้ถือว่ายอดงานพัฒนาชุมชนเราจึงเป็นงานที่สอนให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ในที่สุด โดยประการแรกนั้น  คือการให้ความรู้แก่ประชาชน  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Education For Development  ให้การศึกษาเพื่อการพัฒนา งานพัฒนาชุมชนนั้นเป็นงานพัฒนาคนให้คนสามารถดำเนินกิจกรรมตัวเองได้ ร่วมดำเนินงานซึ่งกันและกันได้ และสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในที่สุด และพึ่งพาซึ่งกันและกันได้ในที่สุดเหมือนกัน
                         
การศึกษาเพื่อการพัฒนานั้น  ในที่สุดแล้วเราสามารถรู้คล้ายคลึงกัน เรามีความตั้งใจคล้ายคลึงกัน ผมไม่ถนัดเรื่องนี้ คุณถนัดคุณทำที ใครถนัดตรงไหนทำตรงนั้น แต่ท้ายที่สุดเป็นผลงานของเรา  เขาจึงบอกว่าการศึกษาเพื่อการพัฒนานั้นทำให้คนเกิดความตระหนัก   เรามาดูว่าบ้านเรามีปัญหาอะไรบ้าง แต่ผมมีสุภาษิตที่จะสอนพวกเราว่า “อันมังกรต่างถิ่นหรือจะสู้งูดินในถิ่นได้”   ความหมายว่า อย่าอวดเก่ง ณ สถานที่ต่างๆ ความเก่งต่างกัน ทั้งนี้เพราะความเคยชินต่อสิ่งนั้นๆ เรื่องนั้นๆ เราเป็นนักพัฒนา เข้าหมู่บ้านอย่าไปอวดรู้กับผู้ใหญ่บ้าน อาจตกม้าตาย เพราะผู้ใหญ่บ้านเป็นงูดินในถิ่น
                         
การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่าไปดูถูกใครเขาต้องเรียนรู้จากเขาเสียก่อน เป็นเพื่อนกับเขา แล้วในที่สุดนานๆ เข้างูดินก็จะเห็นว่ามังกรเป็นพี่เลี้ยงได้ ไว้ใจขี่หลังมังกรได้เพราะมังกรมีพลังมากกว่าก็สบาย ก็อย่าไปอวดรู้กับชาวบ้าน  ถ้าเราไปดูงานพัฒนาชุมชนเก่าๆ  ก็จะเห็นว่าพวกเราเข้าไปในหมู่บ้าน พักอาศัยกับชาวบ้าน กินอยู่หลับนอนอยู่ที่หมู่บ้าน ทำงานกับชาวบ้าน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คิดร่วมกับชาวบ้าน กระบวนการตรงนี้เราสามารถไปถึงหมู่บ้านได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีในตำแหน่ง “นักพัฒนาชุมชน” เพราะเราสามารถสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เราสามารถเป็นคนที่เขานับถือเรา ทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำประชาชนและประชาชนทั้งหมด  ตรงนี้ก็สรุปคร่าวๆว่า แนวความคิด ปรัชญา กระบวนการ หลักการและวิธีการพัฒนาชุมชน  งานพัฒนาชุมชนนั้น เป้าหมายสุดท้ายคือ ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ใช่อยู่ดีกินดีนะครับ แต่อยู่ดีมีสุข    

กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเมื่อวันเริ่มก่อตั้ง 
                        
บ้านเราอยู่ในกระแสโลกาภิวัฒน์ อะไรก็เทคโนโลยีก็สตางค์ทั้งนั้น ยิ่งไฮเทคก็ยิ่งจ่ายสูงเท่านั้น ยิ่งใช้แล้วพี่น้องได้อะไร ที่กลับคืนมากำไรหรือขาดทุน  ถ้าเอากำไรด้านวัตถุ กำไรด้านจิตใจ โก้ก็กำไรอย่างหนึ่ง มีความสุข มีความเพลิดเพลิน แต่เราต้องกำหนดว่ากำไรอะไรที่ทำให้ชีวิต สมาชิกครอบครัว หมู่บ้านของเราอยู่ยั้งยืนยง สุขอะไร ที่ทำให้ส่วนรวมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่นักพัฒนาชุมชน หน้าที่ของประชาชนที่ต้องเรียนรู้  เรานักพัฒนาชุมชน อยู่ในบรรยากาศที่น่าอึดอัดที่พูดเรื่องไฮเทค เพราะเป็นเหตุให้มีการตั้ง “กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต” ขึ้นมา เมื่อปี 2516 ผมเป็นข้าราชการมหาดไทยคนแรกที่ไปเรียนปริญญาเอกกลับมา มีคำสั่งให้ไปอยู่เขต 4 อุดรธานี สักปีกว่า อยู่มาเข้าปีที่สอง  ปี 2517  รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาชนบทเน้นส่งเสริมการเกษตรเป็นหลัก โดยนำเทคโนโลยีการเกษตรมาใช้ในการพัฒนาการเกษตร แล้วมอบงานให้ทำ ส่วนหนึ่งเป็นงานของกระทรวงมหาดไทย เพราะว่ากรมการปกครองนั้นมีกฎหมายกำหนดไว้ว่ามีหน้าที่ส่งเสริมการอาชีพ รวมถึงเทศบาล และตำบล  ตำบลก็เรา  เพราะฉะนั้นการส่งเสริมอาชีพการเกษตร พช.ต้องทำด้วย เขาก็โยนให้ พช.ทำ ท่านพัฒน์ อธิบดีฯ ก็มีโทรเลขไปถึงเขต 4 ที่ผมอยู่ บอกว่า ให้นายยุวัฒน์พิจารณาว่าจะสามารถหาทุนที่ไหนหรือเงินทุนอะไรมาใช้ในการพัฒนาการเกษตรในความรับผิดชอบของกรมฯ ในฐานะที่เป็นดอกเตอร์คนแรกของกระทรวงมหาดไทย  ผมว่าไปก็ไป  ไปหาท่านอธิบดีฯ ท่านว่าจะหาเงินที่ไหนจากชาวบ้านนะแหละ ให้ชาวบ้านมีส่วนสมทบตามหลักการพัฒนาชุมชนเรา แต่จะต้องเป็นเงินก้อนหนึ่งชัดเจน ไม่ใช่รัฐครึ่งหนึ่งชาวบ้านครึ่งหนึ่ง   มันต้องมีกองทุนก้อนหนึ่งเหมือนธนาคารก็ได้ ยกเว้นห้ามกู้เหมือนหลักสหกรณ์ ห้ามนำวิธีของเครดิตยูเนี่ยนมาใช้เพราะเป็นของคอมมิวนิสต์ ท่านว่าห้ามนำมาใช้  ผมก็ครับ กลับมาที่กองผมบอกหัวหน้ากองว่าผมฟังอย่างเดียวขอคิดก่อน แต่ว่าหลักที่ท่านอธิบดีฯห้ามผมใช้หมดเลย ก็หลักสากล  คนจนๆ รวมตัวกันหลายคนก็เป็นสหกรณ์ เครดิตยูเนี่ยน ดูตามฐานะ คนรวยออมมาก คนจนออมน้อย อยู่บนหลักของความเมตตาปราณีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
                         
มีหลักหนึ่งที่ผมเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ เพราะผมเรียนทางด้านส่งเสริมการเกษตรและเศรษฐศาสตร์การเกษตร มันมีกองทุนหนึ่งเรียก “Production Credit”   คือ เงินทุนเพื่อการผลิต เขาจะใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรม อันนี้หมายความว่าในกลุ่มคนที่เขามีความรู้ มีเงิน เขารวมหุ้นกันตั้งโรงงานผลิตโดยมีหลักเกณฑ์แน่นอน ว่าทำอะไร ถ้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานขายถูก ได้มาตรฐานขายแพง   ผมอ่านดูเมื่อในที่สุดสหกรณ์ก็ไม่ให้ผมใช้ เครดิตยูเนี่ยนก็ไม่ให้ใช้ ผมก็จับมารวมกัน รวมไปรวมมา ตั้งเป็น กลุ่มออมทรัพย์ ออมไปทำไม ออมไปผลิต เอาแนวคิด Production Creditใส่ลงไป บวกปรัชญาของสังคมไทยว่าคนไทยมีเงินไว้ทำงานแปลกๆ เช่น เก็บเงินไว้บวชลูกชาย แต่งลูกสาว ก็เลยบวกจิตวิทยาสังคม ว่าเงินมีแล้ว เอาไปผลิตนะ อย่าเอาไปกินไปใช้ในงานสิ้นเปลืองนะ แล้วเขียนเป็นเนื้อหาตามเล่มสีเหลืองที่พิมพ์ให้ในวันนี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2517
                        
คนที่เป็นเกษตรกรในชนบท  น้ำก็ท่วม ฝนก็แล้ง แมลงลง ขายไม่ได้ราคา ไม่มีใครบอก เสี่ยงตายเองหมด นั่นแหละครับปัจจัยตัวแรกคือผลผลิตต่ำ  ต่ำทั้งราคาผลผลิต ทั้งปริมาณต่อไร่ คุณภาพต่ำด้วย ยิ่งสังคมโลกาภิวัตน์พูดถึงคุณภาพ   ตัวที่สอง รายได้ก็ต่ำด้วย ยุคโลกาภิวัตน์บวกกับการบริหารของรัฐบาลที่แย่ก็ทำให้เกษตรกรจ่ายมากขึ้น ต้นทุนการผลิตสูง
                          
อย่างมาเดี๋ยวนี้เมื่อทางบ้านเมืองเราจะดำเนินการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนทุกด้านโดยใช้ไฮเทค ที่มันจะต้องอาศัยรากฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คำว่าScienctific Technology แปลว่าวิทยาการ ความชำนิชำนาญตรงนี้ต้องใช้สตางค์ทั้งสิ้น  เมื่อคนจน จะเอาที่ไหนมาหาเทคโนโลยี ในการบริหารพัฒนาบ้านเมือง ก็มีวิธีคิดหลายอย่าง คิดอย่างนายทุนก็ได้ ตั้งธนาคาร สถาบันการเงินต่างๆ  สมัยทักษิณมี “อี”เยอะแยะ อย่างเครดิตยูเนี่ยน ก็ใช่  นั่นเป็นการพัฒนาทุนอย่างหนึ่ง แต่คนได้ประโยชน์คือ นายทุน อย่างคนจนที่ขาดความรู้ หากอยากรวยแล้วกล้าเป็นหนี้ บางครั้งก็ไม่สามารถสำเร็จได้ เพราะขาดความชำนิชำนาญ เพราะฉะนั้นในวิชาของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม เขาบอกว่า Capital Power อำนาจทางเงินทุน ที่ดิน หลักทรัพย์ทั้งหลาย ปัญญาด้วย มีหมด  ข้อสอง อำนาจรัฐ ผมมีตำแหน่งทางการเมือง ผมทำได้หมด  มีคนให้ทุนมาสนับสนุน แต่ชาวบ้านธรรมดา เป็นอย่างไร ทุนก็ไม่มี อำนาจก็ไม่มี ตรงนี้คือปัญหาของคนจน เพราะฉะนั้นการไปตั้งกองทุนล้านบาทคือฆ่าตัวตายหมดผมแนะนำว่าสมัยผมเป็นอธิบดีฯ ผมตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นกองทุนของคนในหมู่บ้าน  กับ ทุนของกลุ่ม  เมื่อปี 2517 ตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ออมเงินได้ 50,000 บาท เราบอกจัดเงินอุดหนุนเข้าไปอีก 50,000 บาท นำไปส่งเสริมอาชีพจะเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ก็ว่าไป เงินอุดหนุน ตามกฎหมายงบประมาณให้ฟรีนะครับ  แต่ว่ากรมการพัฒนาชุมชนโดยแนวความคิดผมบอกว่าไปคุยกับสมาชิกเขา อันนี้ทุนของกลุ่มนะ เรามีอยู่แล้ว 50,000 บาท กรมการพัฒนาชุมชนให้อีก 50,000 บาท ให้ตกลงร่วมกัน ประโยชน์ตนก็ต้องรักษา ประโยชน์รัฐก็ต้องรักษา  ถ้าสมาชิกยืมเงินไปก็ต้องรู้ว่าเดือนหนึ่งจะคืนได้เท่าไร เพราะเพื่อนรออยู่ ให้มีสัจจะเพื่อช่วยเหลือเพื่อน ทำได้จริงก็เวียนได้จนครบสมาชิกทุกคน  อย่างเงิน กสช.สมัยก่อน เน้นการพัฒนาวัตถุ สร้างสระน้ำ บ่อน้ำ ทำสำหรับการพัฒนาเฉยๆ  Work For the People  เอาไปเลย เอาไปเลย ไม่ได้ทำแบบพัฒนาชุมชน
                          
แต่ของเรา จัดมานั้นเข้าชาวบ้านหมด เพราะทุนของเขา เงินของเขา ไม่ต้องไปสร้างกรรมการกองทุน นั่นคือ แนวคิดของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ชาวบ้านมองเท่าไร กรมฯจ่ายเท่านั้น ให้มันถูกต้องตามหลักของงบอุดหนุนต้องมีโครงการเสนอมาขอ ก็ทำมาเรื่อยๆ จากเงินพวกนี้ เราก็มีกิจกรรม เพราะชาวบ้านเริ่มมีทุนแล้ว สัจจะทำให้เกิดทุน  ผมไปทำครั้งแรกที่ขัวมุง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เมื่อ 8 สิงหาคม 2517   คุยกับผู้ว่าแล้วก็คุยกับชาวบ้าน ยังถูกคาดโทษว่าถ้าคุยไม่ดีย้ายไปแม่ฮ่องสอนโน่น พอตอนเย็นห้าโมงเย็นชี้แจงชาวบ้านเสร็จ ผู้ว่าฯเรียกประชุมกับหัวหน้ากอง ถามคุณอารีย์ ว่าคุณยุวัฒน์นี้อยู่กรมฯนานหรือยัง ท่านอารีย์ วงศ์อารยะ บอกว่าอยู่ตั้งแต่ยังไม่ตั้งกรมฯ ผู้ว่าบอกว่า เรอะ     ก็รอดตายไป แล้วก็เติบโตมาเรื่อย ตรงนี้แหละ สัจจะก่อให้เกิดทุน เชื่อไหม อย่างเช่นไหว้พระที เก็บสิบบาท ไหว้ทุกวัน ก็สิบบาททุกวัน วันไหนลืมก็หายไปสิบบาท เพราะฉะนั้นสัจจะก่อให้เกิดทุน สอง ทนอดหน่อยก่อให้เกิดทุน เคยกินเหล้า ลองลดลงก็เกิดทุน สามอดทนก่อให้เกิดทุน เชื่อไหม ก็ทนออมไปสักสามปี  อย่าไปคิดถึงจนรวย คิดว่าเรามีสัจจะต่อตนเองไหม ทนอด มีเงินออมมากขึ้น อดทนออมนานๆ ก็มีเงินออมมากขึ้น เสร็จแล้วชวนเพื่อนมาอดทนอย่างเรา  เราคนเดียวหนึ่งเดือนออมสามสิบ ชวนเพื่อนมาเป็นสองคนมีหกสิบ ชวนเพื่อนหนึ่งร้อยคนมีเท่าไร นั่นแหละครับเงินออมก็เกิด คือ กลุ่มออมทรัพย์ฯ เงินก็ไม่ไปไหน มีสัจจะต่อเพื่อน ว่ากู้ไปแล้วจะคืนกลุ่มได้เท่าไร  คิดถึงเพื่อนว่าเขารออยู่ ถึงกลุ่มจะมีเกณฑ์ไว้ แต่ก็อาจจะคืนได้มากกว่า เพราะมีน้ำใจต่อเพื่อนที่รออยู่  สัจจะ จริยธรรม คุณธรรม ต่อเพื่อน
                          
เพราะฉะนั้นกลุ่มออมทรัพย์ฯที่มีเงิน สิ่งที่ต้องทำคือ “ผลิต”  เงินของกลุ่มฯที่สมาชิกต้องการยืมหรือกู้ไป ต้องเป็นโครงการเงินกู้ นำไปผลิต เพื่อประกอบอาชีพ จะไปทอผ้า หรือทำผลิตภัณฑ์ชุมชน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่  เงินกู้ประเภทนี้เป็นหน้าที่ของกรรมการส่งเสริม คอยดูแล ว่าเพื่อนเรามากู้เงินสามพันบาทเลี้ยงไก่พันตัว ต้องดูก่อนครับว่าเหมาะสมกันไหม  รวมถึงพัฒนากรไปเชิญปศุสัตว์มาด้วย มาพิจารณาดู ถ้าดูแล้ว ไม่คุ้มก็ต้องบอกเขาว่าต้องลดจำนวนที่เลี้ยง หรือเพิ่มเงินที่ต้องการกู้ว่ามีเงินของกลุ่มเพียงพอไหม ก็ให้กู้เพิ่มอย่างเช่น ให้กู้ห้าพันทั้งที่ขอสามพัน ความขยัน ฉลาดของคนกู้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย
                          
ที่เสนอมาว่าควรมีกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯ เพียงคณะเดียว คนเสนอผิด ผิดหลักพัฒนาชุมชนด้วย  ต้องแบ่งงานกันทำ แยกความชำนาญ ใครเก่งคนเดียวได้บ้าง เขาให้กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กรรมการเป็นกลุ่ม นั่นหมายความว่า ต้องการสร้างคนให้เก่งคนละอย่าง แบ่งอำนาจเป็นกลุ่มๆ  แบ่งการทำงานเป็นกลุ่มๆ   แล้วทั้งหลายกลุ่มก็ออกมาเป็นกรรมการบริหารเพียงหนึ่งเดียว มีประธานใหญ่ตัดสินใจเด็ดขาด  เช่น ถามว่า ว่าไง กรรมการเงินกู้บอกเขาเสนอขอกู้สามพันครับ แล้วทำไมเป็นห้าพันละ  ก็บอกว่ากรรมการส่งเสริมพิจารณาแล้วครับว่า กลุ่มเรามีเงิน  เงินมี เอาไปเลย  ก็หมายความว่า กรรมการที่รับผิดชอบร่วมกัน รู้เขารู้เรา เงินมี ก็ให้   ต่อไปกรรมการตรวจสอบ คุณมั่นใจนะ ไปตรวจสอบคนนี้นะ ว่าได้เงินห้าพันบาทไปแล้วไม่ใช่ไปซื้อมือถือ มันเกิดความมั่นใจภายใต้การตัดสินใจร่วมกัน  ดังนั้น อย่าไปตั้งกรรมการชุดเดียวจะขาดโอกาสเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ขาดการเรียนรู้เฉพาะด้าน ขาดการตัดสินใจร่วมกัน  นั่นเป็นปรัชญาสุดท้ายของ พช.  สุดท้ายแล้ว ทุกคนตัดสินใจร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน

ทำไม่ต้องชื่อ “ศูนย์สาธิตการตลาด”
                         
นี่คือเรื่องของเงินกู้ อีกเรื่องหนึ่งคือ ศูนย์สาธิตการตลาด ตรงนี้แหละครับหลายๆแห่งหลักการดำเนินงานมันผิด แนวคิดให้ไว้มีไว้ว่า เมื่อกลุ่มดำเนินงานไปแล้วงานอย่างแรกคือ ให้เงินไปลงทุนประกอบอาชีพ งานผลิต งานอาชีพ อันที่สอง เอาเงินไปตั้งร้านค้า เงินกลุ่มนั่นหละ ก็กรรมการบริหารนั้นหละเป็นคนตัดสินใจ ว่าเวลานี้สตางค์เราหลังจากให้เพื่อนฝูงกู้ยืมไปแล้วก็ยังมีอยู่ ถ้าจะเอามาตั้งร้านค้า อะไรที่สมาชิกเรา ชาวบ้านเราจำเป็นต้องซื้อในตลาด ก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล  กรรมการนี่แหละ ก็ไปซื้อ สบู่ น้ำตาล กะปิ น้ำปลา เข้ามาขายในร้านเรา เอาเงินเรานี่หละ  แต่กิจกรรมร้านค้านี่ต้องมีกรรมการ มีบัญชี ก็เป็นว่าศูนย์สาธิตฯยืมเงินกลุ่ม ไม่ต้องคิดดอกเบี้ย จะคืนก็คืนไปเท่าเดิม เพราะเป็นกิจกรรมเพื่อส่วนรวม ซื้อสินค้ามาขาย ขายเสร็จก็คืนทุนไป เริ่มมีกำไรก็หมุนเองได้  แล้วถ้าไม่พอ ใครที่มีฐานะดีส่งเงินสัจจะสะสมพิเศษ ไม่กู้นะ ไม่ยืมนะ ก็ทำให้เงินกลุ่มออมทรัพย์ฯ สูงขึ้น เดิมเดือนละร้อย สิบสองเดือนพันสอง เงินสัจจะพิเศษด้วยก็กลายเป็นสองพันสี่ ก็คือยอดเงินสัจจะสะสมของท่านสำหรับเอาไปคิดตอนสิ้นปี ไม่ใช่เงินลงหุ้นนะ เงินสัจจะพิเศษ ฉะนั้นถ้าเป็นสัจจะสะสมคุณจะได้พันสอง พอเพิ่มสัจจะพิเศษคุณมีสองพันสี่ เอาไปทำไม เอาไปเปิดร้านค้านั่นไง รายได้ ผลกำไรจากร้านค้า แบ่งกันหมดทุกคนนั่นแหละ คุณมีเงินออมน้อย ก็ได้แบ่งน้อย คุณออมมากก็ได้แบ่งมาก  แต่ที่ผ่านๆมาหลายแห่งทำนะ ไม่ได้เรียกสัจจะพิเศษ เรียก หุ้น ๆ  แต่ชื่อศูนย์สาธิตการตลาด เงินทำไมแบ่งกันไม่ครบคนถือหุ้น ก็หุ้นฉันถืออยู่ล่ะ ศูนย์สาธิตการตลาดกลุ่มออมทรัพย์นี้ แต่พอแบ่งปันผลประโยชน์ ฉันไม่ได้ เอาชื่อฉันไปด้วยนะ ตรงนี้ผิด ทุกคนต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน เขามีเงินออมน้อยเขาก็ได้น้อย เขามีเงินออมมากเขาก็ได้มาก เพราะฉะนั้นฝากด้วยนะครับว่า ไม่ใช่เอาเงินสมาชิกมาลงหุ้น บางแห่งแย่กว่านั้น เอาคนข้างนอกมาลงหุ้นด้วย ทั้งที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ศูนย์สาธิตการตลาดนั้น สมาชิกทุกคนของกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นเจ้าของ ผลประโยชน์จากกลุ่มออมทรัพย์ฯ จากร้านค้า แบ่งกันไปตามคนเข้าหุ้น เราต้องการความเป็นเจ้าของร่วมกัน เงินที่สมทบเข้ามา ไม่ใช่หุ้น ถือเป็นเงินสัจจะสะสมพิเศษ นะครับ
                          
แล้วทำไมจึงชื่อว่า “ศูนย์สาธิตการตลาด”   ไปดูประมวลกฎหมายรัษฎากรนะ เมื่อก่อนเป็นกฎหมายภาษีนะ เขาบอกว่ากิจกรรมใดที่ประชาชนดำเนินการในลักษณะสาธิต ทดลอง  ให้ยกเว้นการเก็บภาษี ชั่วระยะหนึ่ง จนกว่าการดำเนินนั้น จะเข้าที่เข้าทาง และมีกำไร จึงจะเสียภาษี  พวกเรานักพัฒนา เน้นการสอนให้คนมีความรู้ ก็หาเรื่องนี้แหละมาสอน  สอนให้รู้ด้วยว่านี่สาธิตนะ อย่าน้อยใจว่า ผมทำไม่เป็นนะครับ ไม่ต้อง…  ก็กรมฯ จะสาธิตนะ ก็ทดลอง ก็สอนไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว  มีคนบอกว่าจะต้องทำรูปบัญชีใหม่ ทำไงครับ สมัยก่อนปี 2517 คนก็ ป.4 ป.4  ป.4  ก็ชาวบ้านแกความรู้น้อย ทำบัญชีอย่างไหน ก็จำง่ายๆ ก็พอ มันจึงมีหลักการหลายๆ เช่น ทำไมสมุดสัจจะสะสมทรัพย์ จึงมี ส่ง กับ ไม่ส่ง ถ้ามีการทำบัญชีแบบนาย ก.20 บาท นางสาว ข. 7บาท  คนป.4 เขียนผิดเขียนถูก รวมผิดรวมถูก เจ๊ง….. ทีนี้มาใช้แบบขีด ส่ง ไม่ส่ง ขีดทีหนึ่งรู้เลยขีดทีสี่สิบบาท ขีดทีสามสิบบาท ดังนั้น เห็นด้วยว่า บัญชีต้องมีระบบที่ดีและชัดเจนกว่านี้นั้น ไม่เถียง แต่ว่าให้ทำทีละสเต็ป ทีละสเต็ปไปก่อน ถ้าขืนเอาสมุดบัญชีอย่างร้านค้าเดี๋ยวนี้ จะยุ่งยากสำหรับชาวบ้าน เพราะฉะนั้นสาธิตทดลอง นั้นอย่ากลัว ฝึกไปก่อน เดี๋ยวจะสอน ผมตั้งเป้าไว้ว่าให้เจ้าหน้าที่การเงิน อำเภอ จังหวัดนะแหละ ให้ช่วยดู แต่ว่าไม่ค่อยไปกัน  สำหรับกลุ่ม เก่งแล้วจึงค่อยปรับสมุดบัญชี  อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียภาษีโดยไม่ผิดกฎหมายต่อเมื่อเราร่ำรวยพอสมควรก็ย้อนกลับมา นักพัฒนาไม่สอนให้ผิดกฎหมาย นักพัฒนาไม่ได้สอนให้เอาเปรียบสังคม ประเทศชาติ ตราบเมื่อเรามั่งมีพอ เพราะฉะนั้นเมื่อค้าขายมีกำไรก็จ่ายภาษีไป 

โครงการธนาคารข้าวและยุ้งฉาง 
                          
อันต่อไปครับ เมื่อปี 2519 จากที่น้ำท่าสมบูรณ์ ปีนั้นเจ้ากรรม ฝนแล้งทั้งประเทศ ชาวนาไม่มีข้าวกิน ต้องเข้าคิวซื้อข้าวสารกิน ให้ผมนักพัฒนาไปยืนเข้าคิวซื้อข้าวสาร คิดว่านี่หรือประเทศไทยต้องได้ซื้อข้าวสาร ในหลวงรับสั่งให้ตั้งธนาคารข้าวทุกกระทรวงทบวงกรม ก็น้อมรับตั้งธนาคารข้าว คนที่รับผิดชอบหลักคือกรมส่งเสริมการเกษตร  มหาดไทยรับดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านทุกตารางนิ้ว ก็ต้องทำด้วย  มหาดไทยสมัยนั้น ก็มีงบประมาณส่วนหนึ่ง  พช.ก็บอกว่าตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตก็พอมีสตางค์อยู่ส่วนหนึ่ง เราก็มาตั้งกิจกรรมธนาคารข้าว เอาเงินที่จัดสรรนั้นมาให้เราตั้ง ไปซื้อข้าวสารมา ก็ยืมเงินออมทรัพย์นั้น ไปซื้อข้าวสารมา เอามาใส่ไว้ในธนาคารข้าว แล้วก็ดำเนินการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเชื่อมโยงกับธนาคารข้าวก็กำหนดกฎเกณฑ์ คนที่มีสิทธิ์มาขอข้าวกินจากเรา เป็นใครก็ได้ เพราะสนองพระบรมราโชวาทของในหลวง ต้องแผ่เมตตากว้าง แต่เราก็ทำแบบ พช. คือ  หนึ่ง คนจนจริงๆ กินฟรี  ผู้ใหญ่บ้านรับรองมา ให้ฟรีไม่ต้องคืน ถึงให้กู้ก็ไม่มีคืนให้  ถ้าคนไม่จนจริงๆ ก็ไม่ได้ให้ฟรี คนนี้ยืม คนนี้พอมีอยู่บ้างก็ใช้คืนบางส่วน คนรวยหน่อยก็มีดอกเบี้ยบ้าง เช่น หนึ่งถังคืนถังสองลิตร นั่นคือหลักการ พช. เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อนฐานะดีกว่าก็ช่วยเพื่อน  กำนันก็รับรองผู้ใหญ่บ้าน เป็นทอดๆ กันไป
                            
พวกเราภูมิใจครับว่า ในหลวงรับสั่งว่า พช.นี่ ทำธนาคารข้าวได้แจ๋วจริงๆ ไม่มีทะเลาะกัน กรมฯอื่นเขาให้กำนันใหญ่คนเดียว ผู้ใหญ่บ้านใหญ่คนเดียวก็ให้พวกพ้องตัวเองหมด ของเราไม่มี มีกรรมการตรวจสอบซ้ำ   เราสามารถหาข้าวเปลือกก็ได้ ข้าวสารก็ได้ เราใช้หลักวัฒนธรรมประเพณี  ถึงฤดูเก็บเกี่ยว เรียก พาข้าว  มีพระนำเราขอพาข้าว  ตอนนี้ข้าวสารหมด เราก็ได้ข้าวสารมาจากการพาข้าว พระเดินนำหน้า ลูกบ้านหาบข้าวตามมาใส่ฉาง ก็ได้ข้าวเปลือกมา ไปสีเอง    ตรงนี้ละครับที่ในหลวงรับสั่งว่า พช.เขามีวิธีทำ  แล้วข้าวเปลือกเราทำพันธุ์ข้าวได้ด้วย พอถึงฤดูทำนาก็แจกพันธุ์ข้าว เราทำครบวงจร ข้าวสารมีเอาไปกิน ถึงฤดูทำนาเอาไปทำพันธุ์ข้าว   แต่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ทำแล้ว
                          
จากธนาคารข้าว มาปี 2522 ข้าวราคาตกต่ำ รัฐบาลบอกว่าจะต้องมีการประกันราคาข้าว จะมีการจำนำข้าว ตอนนั้นผมอยู่ที่กองวิจัยประเมินผล ผมก็เสนอไปว่า ไม่ต้องจำนำ ไม่ต้องประกัน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตมีสตางค์  สมาชิกคนใครบ้างที่จะขายข้าว ก็ประชุมผู้นำกลุ่มออมทรัพย์ฯทั่วประเทศ  ใช้หลักการ 3 อย่าง 1) ซื้อขาด 2) ขายฝาก 3) ฝากขาย
                           
เกิดไปเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผมก็ว่า หนึ่ง ข้าพเจ้าซื้อขาด ไม่ได้ขายขาด ไม่เข้ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พี่ใหญ่เรามีข้าวแต่จน เราซื้อขาดซะ ขณะนี้เกวียนละสามพัน ผมขายเลยสามพัน เอามาเลย ข้าวใส่ฉางเอาสามพันไป จบ กรรมการบริหารกลุ่มออมทรัพย์ฯ รับผิดชอบ สามเดือนให้หลังมัน2,500 บาท ก็ขาดทุน ถ้า 3,500 ก็กำไร คนขายไม่เกี่ยวแล้ว ซื้อขาดแล้วกลุ่มกำไร   รายที่สองมีข้าวหนึ่งเกวียน ขายฝาก แต่จนต้องการใช้เงิน ข้าวเกวียนละสามพัน ผมขอเอาเงินไปหนึ่งพัน กลุ่มเราก็รับข้าวไว้ จ่ายไปหนึ่งพัน  อีกคนมาเอาไปเลยครับผมไม่คิดสักบาท ฝากขาย  เก็บไว้สามเดือน ข้าวต่อเกวียนสามพันห้า พี่ใหญ่ก็อดอีกห้า

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย ห้องสมุดพัฒนาชุมชนเชียงใหม่ แหล่งรวบรวมองค์ความรู้สำหรับคนพัฒนาชุมชน ใน ห้องสมุดพัฒนาชุมชนเชียงใหม่

Wednesday, 28 March 2018

การบันทึกชุดความรู้สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

การบันทึกชุดความรู้ระดับหน่วยงาน
สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
--------------------

๑. ชื่อชุดความรู้ งานพัฒนาชุมชนต้องสอดรับกับการปรับเปลี่ยนของยุคสมัยและสร้างคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างยั่งยืน

๒. องค์ความรู้ที่บ่งชี้(เลือกได้จำนวน ๑ หมวด)
    ✗ องค์ความรู้หมวดเทคนิคการพัฒนาอาชีพครัวเรือนตามแนวทางสัมมาชีพ
    ✗ องค์ความรู้หมวดเทคนิคการพัฒนาหนึ่งตำบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ (OTOP) 
    ✗ องค์ความรู้หมวดเทคนิคการพัฒนาระบบบริหารจัดการและเข้าถึงแหล่งทุนชุมชน
     องค์ความรู้หมวดเทคนิคการเสริมสร้างองค์กรให้มีสมรรถนะสูง
    ✗ องค์ความรู้หมวดเทคนิคการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ

๓. ส่วนราชการ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

๔. นิยามการจัดการความรู้ของหน่วยงาน คือ 
การนำความรู้ที่พัฒนากรได้จัดทำองค์ความรู้หมวดเทคนิคการพัฒนาอาชีพครัวเรือนตามแนวทางสัมมาชีพ จำนวน ๒ กิจกรรม คือ การขับเคลื่อนสัมมาชีพชุมชนในส่วนการขยายผล กับ เทคนิคการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยนวัติวิถีพัฒนากร  และ การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ จำนวน ๑ กิจกรรม คือ การพัฒนาความรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(การทำน้ำยาล้างจาน) มารวบรวมและประมวลผล/ถอดบทเรียน สรุปเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถประยุกต์ใช้กับหน่วยงาน และบันทึกลงในเว็บไซต์ เพื่อให้พัฒนากรและผู้ที่เกี่ยวข้องสะดวกในการค้นคว้า เมื่อจะต้องปฏิบัติงานที่ต้องใช้ความรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง

๕. ที่มาและเป้าหมายของการจัดการความรู้
องค์ความรู้มาจากการปฏิบัติงานจริง (Tacit Knowledge) ของพัฒนากรในเขตพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส นำมาประมวลผล (Compilation) และ ถอดเป็นบทเรียน (Lessons learned)เกิดเป็นองค์ความรู้ (BoK: Body of Knowledge) และภูมิปัญญา (Wisdom) ใหม่ 

ส่วนเป้าหมายของการจัดการความรู้ คือ การนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานที่มีความเหมือนหรือคล้ายคลึงกันในอนาคต เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด มีความประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น

๖. กระบวนการดำเนินงานจัดการความรู้

๖.๑ องค์ความรู้ที่บ่งชี้ คือ 
 องค์ความรู้หมวดเทคนิคการเสริมสร้างองค์กรให้มีสมรรถนะสูง

๖.๒ แสวงหาความรู้จาก (ที่ไหน) 
การปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ (Tacit/Implicit Knowledge) และการเปรียบเทียบกับความรู้ที่มีอยู่เดิม (Explicit Knowledge) ที่ได้สะสมเป็นประสบการณ์และที่มีอยู่ในเอกสารตำรา

๖.๓ มีการจัดเก็บ รวบรวมองค์ความรู้ (ในรูปแบบใดบนเว็บไซต์

๖.๔ มีขั้นตอนการประมวลและกลั่นกรองความรู้อย่างไร ใครเป็นคนกลั่นกรอง 
การประมวลผลและกลั่นกรองความรู้จากด้วยการเล่าเรื่องและถอดบทเรียนจากการปฏิบัติงานจริงของพัฒนากร โดยพัฒนากรเป็นผู้กลั่นกรอง และพัฒนาการอำเภอสรุปบทเรียนความรู้จากการถอดบทเรียนของพัฒนากร

๖.๕ การสร้างแหล่งเรียนรู้ในหน่วยงาน 
โดยการนำเสนอผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้พัฒนากรและผู้ที่เกี่ยวข้องสะดวกในการค้นคว้า เมื่อจะต้องปฏิบัติงานที่ต้องใช้ความรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ผ่านสมาร์ทโฟน แทบเล็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

๖.๖ กิจกรรมที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ในหน่วยงาน คือ 
การพูดคุยในสำนักงาน การพูดคุยผ่าน Social online

๖.๗ กิจกรรมที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ภายในหน่วยงาน คือ
การดำเนินโครงการฯตามที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด และพัฒนากรแต่ละคนถอดบทเรียนของตนเองสะสมเป็นประสบการณ์ แล้วก็บันทึกไว้

๗. ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดการความรู้
๗.๑ องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นเทคนิค/แนวทางในการพัฒนางาน คือ พัฒนาการอำเภอต้องให้พัฒนากรมีความอิสระในการบริหารจัดการโครงการทั้งหมด พัฒนากรต้องร่วมกับทีมตำบล หน่วยงานภาคีภาครัฐ และอาสาพัฒนาพัฒนาชุมชน เพื่อ

(๑) ร่วมกันวางแผนดำเนินโครงการ 
(๒) ร่วมกันกำหนดและสรรหากลุ่มเป้าหมาย 
(๓) ร่วมกันดำเนินโครงการ
(๔) ร่วมกันถอดบเรียน (AAR: After Action Review) เมื่อสิ้นสุดโครงการฯ
(๕) ร่วมกันติดตามประเมินผล Output, Outcome, และผลกระทบ (Impact) ระยะยาว 
(๖) ร่วมกันประมวลผล และถอดบทเรียนแบบมองย้อนกลับ (Retrospective)มีพัฒนากรบันทึกข้อมูลนั่น ๆ เพื่อให้เกิด Reflection และสะสมเป็น Tacit/Implicit Knowledge และประสบการณ์ในการทำงานต่อไป
(๗) ร่วมกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ให้สาธารณชนได้รับรู้รับทราบ


๗.๒ ข้อพึงระวัง(ข้อพึงระวังในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนางาน) ของพัฒนาการอำเภอและพัฒนากร
(๑) ไม่ทำงานคนเดียว แต่ต้องทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทีมงานภาคีและอาสาพัฒนาชุมชน 
(๒) ไม่หนักใจ แต่ต้องขยันจัดเก็บข้อมูลที่เป็นลายลักษณ์อักษร ภาพถ่ายแบบนิ่งและเคลื่อนไหว 
(๓) ไม่ทำเป็นน้ำเต็มแก้ว ต้องยอมรับความจริงและขยันโพสต์ข้อมูลบนเว็บไซต์ Social media เพื่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ และมีการเสนอแนะความคิดที่หลากหลาย
(๔) ไม่เป็นคนเกียจคร้าน แต่ต้องเรียนรู้เครื่องมือช่วยในการทำงาน (PDA: Personal Digital Assistant) เพื่อให้งานรวดเร็ว
(๕) ไม่ตื่นตูม แต่ตื่นตัวอยู่เสมอในการค้นคว้าหาความรู้ ให้มีความสามารถในการพิมพ์งานเพื่อบันทึกข้อมูล ฝึกฝนการถ่ายภาพเพื่อบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว รวมทั้ง การตัดต่อภาพ และนำเสนอผลงายได้ทุกช่องทาง
(๖) ไม่ต้องมีคนขับรถ แต่สามารถขับขี่พาหนะในการเข้าหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยตนเอง
(๗) ต้องระลึกอยู่เสมอว่า การทำงานของเรา จะไม่เป็นภาระกับเพื่อนร่วมงาน กล่าวคือ พัฒนากรต้องช่วยเพื่อน ไม่ใช่เพื่อนช่วยพัฒนากรอยู่ร่ำไป 
(๘) ลดการพึ่งพาวิทยากรภายนอก แต่ฝึกฝนให้มีความสามารถในการเป็นวิทยากรบรรยายและวิทยากรกระบวนการ
(๙) อย่าอาศัยเพื่อนร่วมงานหรือบุคคลภายนอก ประมวลผลข้อมูล ถอดบทเรียน สรุปบทเรียน นำเสนอหรือเผยแพร่ความรู้ผ่านทุกช่องทาง เพราะไม่ลึกซี้งกับดำเนินการเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
(๑๐) อย่าเหมาคลุมว่างานพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน ก็เหมือนกับหน่วยงานอื่นทำ แต่ต้องมีความเข้าใจว่า งานพัฒนาชุมชนนั้น มีความแตกต่างจากงานปกครองและงานประชาสงเคราะห์โดยสิ้นเชิง

๗.๓ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ KUSA (กูซ่า)

(๑) K = Knowledge (ความรู้) คือ รู้ คน งาน พื้นที่ ทั้งในเรื่องที่ดำเนินการทั้งภาพกว้าง (General Knowledge) และเจาะจง (Specific Knowledge)
(๒) U = Understanding (ความเข้าใจ) คือ เข้าใจ คน งาน พื้นที่  ทั้งในนโยบายของรัฐ ยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน/จังหวัด/อำเภอ เข้าใจ (ใจเขาใจเรา) เพื่อร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ภาคีการพัฒนา อาสาพัฒนาชุมชน ประชาชนทั่วไป และกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้ง สถานการณ์หรือบริบทพื้นที่
(๓) S = Skill (มีทักษะ) มีทักษะในการเป็นวิทยากรบรรยายและวิทยากรกระบวนการ การใช้อุปกรณ์เครื่องมือช่วย (PDA) การขับขี่พาหนะเข้าพื้นที่ การใช้ภาษา การประมวลผล การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล การถอด/สรุปบทเรียน การพิมพ์งาน การจัดทำรายงาน รวมทั้ง การมีศาสตร์และศิลป์ในการพูดคุย โน้มน้าวให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินงานพัฒนาชุมชน
(๔) A = Attitude (ทัศนคติ) การมีทัศนคติเชิงบวกและการคิดเชิงบวก ต้องการตอบแทนคุณแผ่นดิน มี mindset ที่เป็นจิตอาสาและต้องการให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี หมู่บ้าน/ชุมชนเข้มแข็งพึ่งพากันเองได้ ประเทศชาติมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

๗.๔ ปัญหาที่พบและวิธีการแก้ไข


(๑) ปัญหาที่พบ
- บางคนติดกรอบเจ้าคุณมูลนาย ไม่ติดดิน ได้แต่สั่งการ
- บางคนชอบทำงานแบบช่วยเหลือหรือประชาสงเคราะห์
- บางคนไม่เข้าใจงานพัฒนาชุมชน ที่ทำงานแบบมีส่วนร่วม
- บางโครงการเร่งรีบเพื่อให้ผ่านตัวชี้วัดเบิกเงินงบประมาณ
- บางโครงการไม่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ (FS: Feasibility Study) ไม่มี Pilot Project ทำงานแบบลองผิดลองถูก (trial and error) และไม่ได้ถอดบทเรียน
- บางโครงการต้องการตอบโจทย์ Top down ไม่ได้ตอบโจทย์ Bottom up 
- แผนงาน/โครงการ/กิจกรรมทุกอย่างต้องการรายงาน ทำให้เจ้าหน้าที่บางคนต้องทำรายงาน/หลักฐานมากกว่าทำงาน
- ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ต้องเสียเวลากับการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซาก และบางข้อมูลไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ เพราะไม่มีความจำเป็นและซ้ำกับข้อมูลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บอยู่แล้ว
- ไม่มีเวลาหรือไม่อยากใช้เวลาในการถอดบทเรียนทั้งแบบ AAR และ Retrospective ทำให้ไม่สามารถ Respective งานที่ทำและสะสมเป็น Tacit /Implicit Knowledge จนเกิดเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคลได้

(๒) วิธีการแก้ไข

ก. พัฒนาการอำเภอและพัฒนากร

- ต้องเป็นได้ทั้ง Coach, Mentor, Consultant, และ Psychologist
- ต้องแยกแยะงานพัฒนาชุมชน/งานปกครอง/งานประชาสงเคราะห์ให้เป็นและทำงานพัฒนาชุมชนได้
- มั่นศึกษาเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ใหม่ ๆ ทันต่อสถาณการณ์การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
- เปรียบเทียบกับทหารแล้ว พัฒนาการอำเภอ คือ เสนาธิการทหารที่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือ แต่สามารถประสานงานรอบทิศทาง และพัฒนากร คือ ทหารราบที่พร้อมรบและผูกมิตรกับราษฎรในหมู่บ้าน/ชุมชน และอาสาพัฒนาชุมชน คือ แนวร่วมก่อการดีที่อยู่ในหมู่บ้าน/ชุมชน เราต่างเป็นผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่ใช่นักวิชาการบนหอคอยงาช้าง


ข. นักวิชาการพัฒนาชุมชนของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด/ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน/กรมการพัฒนาชุมชน
- ต้องเป็นได้ทั้ง Coach, Mentor, Consultant, และ  Psychologist
- ต้องแปลงนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน/จังหวัด (Implementation) ให้มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นเสมียนถอดเทปหรือสำเนาข้อสั่งการ และทำหนังสือเสนอให้ผู้บังคับชาสั่งการอำเภอ
- ไม่เป็นคนสั่งการในเรื่องที่แม้แต่ตนเองยังปฏิบัติไม่ได้ ต้องมี Pilot Project หรือถอดบทเรียนแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ และนำมาสะสมเป็นประสบการณ์ในการทำ decision-making สามารถใช้เครื่องมืออุปกรณ์ช่วยในการทำงานได้ และมีการประเมินผล/ถอดบทเรียนงานที่รับผิดชอบตลอดเวลา
- เป็นคนกลางที่ตรงไปตรงมา และนำปัญหา/อุปสรรคของพัฒนาการอำเภอ/พัฒนากร ปรึกษาหารือกับกรมการพัฒนาชุมชน เพราะงานพัฒนาชุมชนอยู่ที่อำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน ไม่ได้อยู่ที่จังหวัด/กรมฯ
- ต้องระลึกอยู่เสมอว่า อำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน คือ หน่วยปฏิบัติการ ไม่ต้องให้มาเสียเวลาคิดเรื่องยุทธศาสตร์หรือจัดทำแผนกลยุทธ์ซ้ำกับจังหวัด แต่ให้เน้นการสะสมประสบการณ์และความสามารถด้านกลวิธี (Tactic) ในการปฏิบัติงานจะดีกว่า มิฉะนั้น งานพัฒนาชุมชนในหมู่บ้าน/ชุมชนไม่เกิด มีแต่งานตามยุทธศาสตร์กรม/จังหวัด และเสียเวลาในการทำรายงานมากว่าทำงาน ถ้ามองลักษณะงานในพื้นที่ไม่ออก ให้ดูวิธีการทำงานของทหาร ครู และหมอ ที่อยู่ในพื้นที่
- ให้ความสำคัญกับพัฒนากร มากว่า ตำแหน่งอื่น ๆ เหมือนหน่วยงานอื่น ๆ ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เช่น ครู หมอ ฯลฯ และตำแหน่งที่สูงขึ้นก็จะเป็นสัดส่วนตามจำนวนพัฒนากร
- เมื่อพื้นที่งานพัฒนาชุมชนเป็นความรับผิดชอบของท้องถิ่นแล้ว พัฒนากรและงานพัฒนาชุมชนของประเทศยังมีความจำเป็นในการทำงานเชิงประเด็น ทั้งในเมืองและชนบท เหมือนบางประเทศที่ทำ เช่น ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น และอัตราพัฒนากร คิดตามสัดส่วนประชากร เหมือน สาธารณสุข ศึกษา เกษตร ปกครอง ที่ได้กำหนดแผนพัฒนาบุคลากรแล้ว
- ไม่กำหนดตัวชี้วัดการทำงานในลักษณะขุดหลุมฝั่งเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนกันเอง ให้ตัวชี้วัดเป็นข้อมูลในการประเมินผลเพื่อพัฒนางาน (Evaluation is improve, but not prove) ไม่ใช่ใช้ตัวชี้วัดควบคุมการทำงานเจ้าหน้าที่ ส่วนการควบคุมเจ้าหน้าที่ให้ทำงานต้องกำหนดมาตรระบบการควบคุม (Controlling Systems) อย่างอื่นที่เหมาะสมกว่า
- สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอต้องมีธุรการและเจ้าหน้าที่การเงิน ส่วนพัฒนากรปฏิบัติงานในระดับตำบลต้องมีครบทุกตำบล หากทำงานเชิงพื้นที่ (area-based)หรือคิดตามสัดส่วนประชากร หากต้องมาทำงานเชิงประเด็น (issue-based)

๗.๕ ผลของการแก้ปัญหาและพัฒนาเรื่องนั้นเป็นอย่างไร

ก. พัฒนาการอำเภอและพัฒนากรสามารถดำเนินการแก้ปัญหาร่วมกันได้ โดย

- ร่วมกันถกแถลงปัญหา/อุปสรรคร่วมกันและถ้อยทีถ้อยอาศัยเหมือนพี่เหมือนน้อง
- เมื่อมีความจำเป็นต้องเพิ่มบุคลากรในการทำงานก็เสียสละเบี้ยเลี้ยงจ้างพนักงานมาช่วยทำงาน
- เจ้าหน้าที่ต้องมีความเสียสละเงินบ้างในการจัดซื้ออุปกรณ์เครื่องมือช่วยในการทำงาน
- เกิดการสร้างภาคีร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ปฏิบัติงานพื้นที่


ข. สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอร่วมกับหน่วยงานภาคีการปฏิบัติงานในพื้นที่ เช่น สาธารณสุข เกษตร ปกครอง กศน. สช ฯลฯ โดยมี นายปรีชา นวลน้อย นายอำเภอสุไหงโก-ลก เป็นผู้บริหารแบบบูรณาการ ดังนี้
- มีการร่วมจัดทำโครงการฯแบบบูรณาการทุกภาคส่วน อาทิเช่น การขับเคลื่อนกิจกรรม ๔ ดี(สุขภาพดี การศึกษาดี เศรษฐกิจดี สิ่งแวดล้อมดี)ของอำเภอสุไหงโก-ลก เพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลกำหนดให้สุไหงโก-ลก คือ เมืองต้นแบบการค้าชายแดนระหว่างประเทศ และเป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 
- ร่วมกับหน่วยงานภายนอกที่ทำงานเชิงประเด็น เช่น ทีมงานโครงการญาลันนันบารู กอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า สร้างกระบวนการจิตอาสากองทุนแม่ของแผ่นดิน จัดค่ายเยาวชนต้านยาเสพติด
- ร่วมสอนแนะและลงพื้นที่ทำงานร่วมกับพัฒนากรและหน่วยงานภาคีพัฒนา

นอกจากนี้ มีการเขียนบทความ ประชาสัมพันธ์ และเผยแพร่การทำงานพัฒนาชุมชน รวมทั้ง ปัญหา/อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ผ่านเว็บไซต์ และ Social online เพื่อจักได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีคำแนะนำในการทำงานจากสาธารณชน และเป็นการสะท้อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ให้ผู้บริหารทุกระดับชั้นรับทราบปัญหา/อุปสรรคการทำงานพัฒนาชุมชนในระดับอำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน และหวังเป็นข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอเป็นการศึกษาวิจัยพื้นฐาน (Basic Exploratory Research) ซึ่งสามารถต่อยอดการศึกษาวิจัยเพื่อการยืนยัน (Confirmatory Research) อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยน/ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการภาครัฐในระดับอำเภอ/ตำบล/หมู่บ้าน/ชุมชน ให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งพากันเองได้ และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน