Showing posts with label หลักและทฤษฎีทั่วไป. Show all posts
Showing posts with label หลักและทฤษฎีทั่วไป. Show all posts

Friday, 17 April 2020

เหตุการณ์ COVID-19 ทำให้พฤติกรรมของคนแปรเปลี่ยนไป


เหตุการณ์ COVID-19 ทำให้พฤติกรรมของคนแปรเปลี่ยนไปด้วย ฉะนั้น พึงสังเกตพฤติกรรมของตนเองและ/หรือพฤติกรรมของคนรอบข้างว่า แปรเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมที่จะนำมาซึ่งปัญหาหรือกลายเป็นบุคคลอันตราย มีอยู่ จำนวน ๓ พฤติกรรม หรือเรียกว่า พฤติกรรม CTD ได้แก่
๑. พฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง (Concerning Behavior) เป็นขั้วที่มีความร้ายแรงน้อยที่สุด
๒. พฤติกรรมที่น่ากลัว (Threatening Behavior) เป็นพฤติกรรมที่อยู่ระหว่างขั้ว C กับ D พฤติกรรมของคนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอดเวลา มันจะไหลลื่นและแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
๓. พฤติกรรมที่เป็นอันตราย (Dangerous Behavior) เป็นขั้วที่มีความร้ายแรงมากที่สุด

พฤติกรรม CTD สามารถอธิบายอย่างคร่าว ๆ  ที่ควรต้องเข้าใจจดจำให้ได้และตีความเชิงลึกให้ออก มี ดังนี้
๑. วู่วาม หมายถึง กระทำการอันใดโดยแทบไม่เคยคิด (หรืออาจไม่เคยคิด) ถึงผลระยะยาวหรือระยะสั้นที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนอื่นเลย
๒. ขี้โมโหอย่างเกินเหตุ หมายถึง ชอบระเบิดอารมณ์อย่างไม่เหมาะสมและเกินจำเป็นในสถานการณ์ต่าง ๆ คนขี้โมโหพวกนี้ จะไม่สามารถหรือไม่อยากควบคุมความโกรธของตัวเอง คนแบบนี้ จะมีความโกรธที่อัดแน่นและครุกรุ่นอยู่ในทุกอณูของร่างกาย
๓. หลงตัวเอง หมายถึง ชอบทำอะไรโดยยึดตัวเองเป็นหลักจองหองพองขน แทบจะไม่เคยเข้าใจหรือห่วงใยคนอื่นเลยพวกหลงตัวเองจะรู้สึกว่า ตัวเองนั้นเป็นผู้สูงศักดิ์และมีอำนาจเหนือคนอื่น และคิดว่าคนอื่น จะต้องมองว่าตนนั้น เป็นคนพิเศษที่ควรให้การดูแลในระดับที่แตกต่างไปจากคนปกติทั่วไป คนเหล่านี้ จะเชื่อว่าตนเองนั้น คือ คนพิเศษที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครและอยู่ในสถานะที่สูงกว่าคนอื่น
๔. ไม่เคยเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่น หมายถึง ไม่เคยและไม่อยากจะเข้าใจในความรู้สึกความห่วงใยและความคิดเห็นของคนอื่นเลย คนแบบนี้ จะไม่เคยเข้าใจในความรู้สึกและไม่เคยเห็นใจใคร
๕. ชอบสะสมบัญชีความแค้นเอาไว้ในใจ (Injustice Collector) หมายถึง คนเหล่านี้ จะสะสมบัญชีความแค้นหรือเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ทั้งที่เป็นเรื่องจริงหรือมโนไปเอง เอาไว้ในใจจนกว่าชีวิตจะหาไม่ คนเหล่านี้ จะตอบสนองต่อความไม่ยุติธรรมทั้งหมดนี้ในระดับที่เกินกว่าที่รับรู้อยู่ในใจไปเยอะเลย
๖. มองคนอื่นเป็นวัตถุไปหมด หมายถึง ชอบลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และไม่เคยมองคนอื่นเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ อาจไม่เคยมองคนอื่นในฐานะที่เป็นบุคคลเลย แต่จะมองว่าเป็นข้าวของเครื่องใช้ ทำให้ชอบถือปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนไม่ใช่มนุษย์
๗. โทษคนอื่นว่าเป็นสาเหตุของความผิดพลาดและปัญหา หมายถึง ชอบมองตัวเองว่าเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำ และไม่เคยคิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้กับใครทั้งหมด ล้วนเป็นความผิดของใครบางคนทั้งนั้น
๘. หวาดระแวง หมายถึง รู้สึกเคลือบแคลงในแรงจูงใจและเจตนาของคนอื่นอยู่เสมอ
๙. ชอบแหกกฎ หมายถึง คนที่ไม่เคยยึดถือปรัชญาชีวิตที่ว่า ทุกสังคมย่อมต้องมีกฎเกณฑ์ไว้ให้เดินตาม
๑๐. นิยมความรุนแรง หมายถึง คนที่เคยมีประวัติชอบใช้ความรุนแรงหรือทำเรื่องอันตราย มาแล้วมากมาย เช่น ข่มขืนทำร้ายร่างกาย ข่มขู่มีเรื่องบนท้องถนนไปทั่ว ฯลฯ 
๑๑. เฝ้าฝันที่จะได้ก่อเหตุรุนแรง หมายถึง มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย ก่อเหตุฆาตกรรมหรือไม่เคยเชื่อในหลักธรรมคำสอนใด ๆ คนที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ จำเป็นจะต้องส่งตัวให้ไปอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหรือฝ่ายบ้านเมืองโดยมิรอช้า
๑๒. ติดยาเสพติดและ/หรือเหล้า หมายถึง ชอบเสพยาและ/หรือเหล้า ซึ่งจะยิ่งทำให้มีพฤติกรรม CTD อย่างอื่นมากขึ้นไปอีก
๑๓. ควบคุมตัวเองไม่ได้ หมายถึง ไม่สามารถจัดการกับความเครียด ความผิดหวังปัญหาและ/หรือเรื่องยุ่งยากในชีวิตประจำวันได้
๑๔. จงเกลียดจงชังผู้คนไปทั่ว หมายถึง ไม่ชอบและ/หรือจงเกลียดจงชังคนอื่นหรือคนกลุ่มอื่น เนื่องจาก ความผิดทั้งที่เป็นเรื่องจริงและที่มโนไปเอง หรือเนื่องจากความเชื่อและความคิดเห็นในเรื่องอื่น ๆ 
๑๕. แสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจ หมายถึง ชอบหรือเสพติดความตื่นเต้นเร้าใจและ/หรืออยากเป็นที่สนใจของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นอันตรายหรือจะต้องวิตกกังวลมากมายเพียงใดก็ตาม

Cr: ดร.แมรี่ เอลเลน โอทูล ใน Dangerous Instincts

Sunday, 10 March 2019

นโยบายสาธารณะที่ขับเคลื่อนไม่ได้

นักการเมือง เป็นคนขับรถ
ประเทศไทย เป็นรถ
ประชาชน เป็นผู้โดยสาร
ข้าราชการประจำ คือ เครื่องยนต์ นั่น
Politicians as the driver.
Country like a car.
People are passengers. Government officers are mechanisms according to that car engine.
นักการเมืองพูดนโยบายเอาใจประชาชน... แต่พูดน้อยมากจะปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้มันดีมีประสิทธิภาพอย่างไร..
สุดท้ายเครื่องยนต์ดับ.. รถพัง ... ผู้โดยสารตกรถ... โชเฟอร์อดขับรถ
The politicians talk their policies propitiate to the people, but a little bit talk to overhaul its engine for more running efficiency.
Finally, the engine is off, the car is crashed, then passengers couldn’t ride it, and the driver is unemployed.
#นโยบาย #พรรค #การเมือง #ประชาชน #ข้าราชการ
#policy #party #officer #politic #people

Wednesday, 27 February 2019

นโยบายสาธารณะที่ขับเคลื่อนไม่ได้

นักการเมือง เป็นคนขับรถ
ประเทศไทย เป็นรถ
ประชาชน เป็นผู้โดยสาร
ข้าราชการประจำ คือ เครื่องยนต์ นั่น
นักการเมืองพูดนโยบายเอาใจประชาชน... แต่พูดน้อยมากจะปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้มันดีมีประสิทธิภาพอย่างไร..
สุดท้ายเครื่องยนต์ดับ.. รถพัง ... ผู้โดยสารตกรถ... โชเฟอร์อดขับรถ
#นโยบาย #พรรค #การเมือง #ประชาชน #ข้าราชการ

Saturday, 5 January 2019

เราลอกใช้คำภาษาอังกฤษ (terminology) จนเสียหายและสับสน

เราลอกใช้คำภาษาอังกฤษ (terminology) แล้วมาแปลเป็นไทย โดยไม่ได้คำนึงที่มาของคำศัพท์ (etymology) แนวคิดการได้มาซึ่งความรู้และมาบัญญัติเป็นคำศัพท์ (Epistemology) อาทิเช่น

คำว่า Organization แปลเป็นองค์กรมั้ง องค์การมั้ง เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด/ตำบล

รูปแบบมีทั้งแนวตั้ง (Vertical organization) ใช้สำหรับหน่วยงานราชการ (Bureaucracy) หรือภาครัฐ (Public Sector) กับภาคเอกชน (Private Sector) มีสมาชิก มีกรรมการ มีกติกา มีกองทุน มีกิจกรรม
ส่วนแบบแนวราบ (Horizontal organization) เหมาะสำหรับภาคประชาชน หรือแบบเครือข่ายทางสังคม (Social Network) หรือแบบหลวม
สำหรับแบบผสม (Matrix organization) เหมาะสำหรับหน่วยงานเฉพาะกิจ (ad hoc หรือ adhocracy)

เนื่องจาก ลอกเขามา ให้ดูทันสมัย แต่ไม่พัฒนา ก็ใช้คำผิดที่ผิดทาง เช่น เครือข่ายทางสังคม ซึ่งเป็นแบบหลวม ก็นำแบบแนวตั้งมาบังคับใช้ ให้มีกรรมการ มีกฎเกณฑ์ตายตัว เป็นต้น ก็ต่างกันที่ชื่อ เนื้อในและวิธีไปฏิบัติไม่ต่างกัน ก็ผิดธรรมชาติ (Nature) ทำให้การขับเคลื่อนไม่ได้

คำว่า ภาครัฐ ตรงกับคำว่า Public Sector หมายถึงภาคสาธารณะ พอแปลเป็นภาครัฐ เกิดการบริหารจัดการเชิงปัจเจกและพฤติกรรมของผู้ปฏิบัติก็รู้สึกว่าจะต้องมาใช้อำนาจ และเน้นความคุ้มค่า/คุ้มทุน ซึ่งเป็นวิธีการของภาคเอกชน (Private Sector) แทนที่จะมาบริการประชาชน คิดว่า “ขาดทุนคือกำไร” และให้ประชาชนมีความพึงพอใจ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติส่วนรวม ส่วนภาคเอกชน คิดจะนำรูปแบบภาครัฐมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง แทนที่จะคิดความคุ้มทุน/คุ้มค่า และแสวงหากำไร เพื่อต่อยอดบริษัท กลายเป็นเรี่ยไรหุ้นมาบริหารเหมือน Public Sector ... รอวันเจ๊งทั้งสองภาค...ที่ตกระกำ คือ ภาคประชาชน

คำว่า Paradigm shift” ก่อนหน้านี้ แปลว่า กระบวนทัศน์ใหม่ และมีที่แปลว่า การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ถ้าแยกคำได้ว่า paradigm หมายถึง รูปแบบ (form) และ shift หมายถึง เขยิบ (move) นั่นหมายความว่า การเขยิบรูปแบบการทำงานไปจากเดิม ซึ่งเจอทางตันไปไม่ได้แล้ว เหมือนเรา shift ลูกบอล เมื่อไปตรง ๆ ไม่ได้ ก็ shift ขึ้นบน… เพื่อให้ไปได้ต่อ… แต่เมื่อให้ความหมายที่ต้องแปลจากไทยเป็นไทย บางคนก็ตีความว่า ต้องเสาะแสวงหานวัตกรรมใหม่ เพื่อมาแก้ปัญหาเดิม โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการที่ไม่มีความเหมาะสมกับวิธีการปัจจุบัน

ความสับสนของงานอีกหน่วยงานหนึ่ง มาใช้กับงานอีกงานหนึ่ง เช่น คำว่า “คลินิก” แทนที่จะเป็นสถานที่รักษาคน/สัตว์ กลายเป็นการตรวจสุขภาพกลุ่มทางสังคม... นี่ถ้านำคำที่ใช้แปลกลับไปพูดกับเจ้าของภาษา...เขาจะเข้าใจแบบไหน... เดาไม่ถูกเลย

ทำไมเศรษฐกิจบ้านเราอีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า เศรษฐกิจดี โดยอ้างจาก GDP (Demand Side) อีกฝ่ายบอกว่า เศรษฐกิจยังไม่ดี โดยไปถามประชาชน (Supply Side) เพียงไม่กี่คน เพราะ GDP แทนจะวัดจากค่า C+I+G+(X-M) ก็วัดจากค่า G (Government Expenditure) คือ ค่าใช้จ่ายภาครัฐ แต่คิดแบบ Supply Side คือ ผลบวกของค่าใช้จ่ายภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ แทนที่จะวัดจากผลบวกของค่า w+r+i+p ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ... น่าจะหาข้อมูลไม่ได้ แล้วดัดแปลงตามความรู้สึกเรา…

มองผิวเผิน... น่าจะไม่มีอะไร... เพราะทำมานานแล้ว จนเกิดความเคยชิน...
แต่ลึก ๆ แล้ว ประชาชนเสียหายและสับสนครับ... หมายความถึง การวินิจฉัยงานของประเทศชาติผิดพลาด และนำไปสู่การปฏิบัติของผู้ปฏิบัติในพื้นที่ผิดพลาดไปด้วยครับ! 

Tuesday, 6 November 2018

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบการพัฒนาชุมชนชน

PESTILES เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาชุมชนทั้งเชิงบวกและลบ

PESTILES are External factors toward positive and negative impact on Community Development

Politics = การเมือง
Economy = เศรษฐกิจ
Socio-culture = สังคมและวัฒนธรรม
Technology = เทคโนโลยี
Infrastructure = โครงสร้างพื้นฐาน
Legislation = กฎหมาย
Environment = สิ่งแวดล้อม
Security = ความมั่นคง ปลอดภัย

Thursday, 1 November 2018

การป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ

#ป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ
(Systematic risk)

เรียนก่อนรู้ และรู้ก่อนทำ
*ไม่ทำตามกระแสวิวัฒน์
อย่าทำตามแรงเชียร์*
ศักยภาพแต่ละคน นั่นไม่เหมือนกัน
เสียใจทีหลัง แล้วได้อะไร?

**อัตตา หิ อัตตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อัตตนา หิ สุทันเตนะ นาถัง ลภติ ทุลลภัง ฯ
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
หากว่าบุคคลมีตนที่ฝึกดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้โดยยาก ฯ**

__________
*นายปรีชา นวลน้อย นายอำเภอสุไหงโก-ลก
**http://www.kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=6410

#system #risk #management

Thursday, 25 October 2018

ทำดีไม่ทุจริต

คนเราทำดี (ดร.ธัชฤทธิ ปนารักษ์*) เรียงระดับจากมากไปหาน้อย เพราะ
๑.ไม่มีทางเลือก กลัวทำชั่วแล้วก็ถูกลงโทษตามกฎหมาย
๒. มีรางวัล อาจเป็นเงิน และ/หรือ ไม่ใช่เงิน เช่น ประกาศเกียรติคุณ โล่ห์
๓. หนังหน้า หรือ เอาหน้า ต้องการชื่อเสียง
๔. เป็นหน้าที่ ถ้าไม่ใช่หน้าที่ ก็ไม่ทำ
๕. หิริโอตะปะ คือ มีความละอายต่อบาป และเกรงกลัวต่อบาป หรือมียางอาย เป็นระดับอุดมคติ สูงสุด



คนเราเมื่อได้ประพฤติดีประพฤติชอบแล้ว เหมือนว่าไม่จำเป็นต้องมีระเบียบข้อบังคับใด ๆ เพราะเป็นคนมีวินัยอยู่ในใจ

สะท้อนภัยของการทุจริต เพราะ
๑.เกรงใจ จึงเสียงาน
๒.สงสาร จึงเสียหาย
๓.เชื่อง่าย จึงเป็นทุกข์

เหตุผลที่เกิดระบบอุปถัมภ์ มี ๗ ประการ
๑.สายโลหิต
๒.ศิษย์ข้างเคียง
๓.เสบียงหลังบ้าน (Empathy = เอื้อเฟื้อ เอาใจใส่)
๔.กราบกรานสอพลอ
๕.ล่อไข่แดง (ได้เสียเป็นผัวเมีย)**
๖.แกร่งวิชา (เก่งจริง ๆ)***
๗.ถลามาเอง
___________________
*กรรมการกำกับหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์ ป.ป.ช. รัดับสูง (นยปส.) และประธานชมรม ป.ป.จ.ภาคอีสาน
**มุกจีบสาว
ใช้ทรัพย์ล่อ ยอให้เหลิง เชิงออกอ้อน วอนขอรัก ดักให้จน ทนให้ด่า ท้าให้ตบ ตะปบตัวเธอ
***เก่ง เฮง ดวง (เด็กของใคร วิ่งแค่ไหน เงินมีไม่) เลีย

Sunday, 7 October 2018

การเมืองไทย: ฝัน หวัง และภาวนา

ฝัน!
การเมืองไทย เป็นการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการประเทศทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

นักการเมืองไทยทุกคน เป็นบุคคลสาธารณะ ใกล้ชิดประชาชน มุ่งประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

ประชาชนชาวไทยทุกคนรับรู้ความเคลื่อนไหวของนักการเมืองและสามารถจ้างนักการเมืองให้ทำงานแทนประชาชน

หวัง!
การเมืองไทย นำปัญหาความต้องการและศักยภาพของประชาชนทุกหมู่เหล่าตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศชาติ และนานาชาติ มากำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ อีกทั้ง ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน

นักการเมืองไทย เป็นบุคคลที่มีความคิดอ่าน มีความสามารถ ทันต่อเหตุการณ์ มีความโอภาปราศรัย รู้จริง ปฏิบัติจริง มีภาวะผู้นำสูง พร้อมเสียสละ ไม่อืดอาดยืดยาด ไม่ร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน

ประชาชนชาวไทยกับนักการเมืองรักกันเสมือนญาติ สื่อสารติดต่อง่าย ไม่มีม่านกันหลังจากได้รับการคัดเลือก

ภาวนา!
การเมืองไทย ไม่ใช่คิดการณ์ เพื่อทะเลาะกันเพราะผลประโยชน์ส่วนตน กลุ่มตน

นักการเมืองไทย ไม่ต้องการเข้าสู่อำนาจเพื่อความซะใจ แก้แค้น กอบโกย เสริมสร้างบารมี

ประชาชนชาวไทย ไม่พึ่งนักการเมืองเสมือนขอทาน ขอเศษส่วนแบ่ง และเป็นเครื่องมือให้นักการเมืองหาประโยชน์ หารายได้และถอนทุน

Wednesday, 3 October 2018

นโยบายรัฐบาลที่ไม่สัมฤทธิผล

ค้นพบแล้วยัง!
การนำนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติ (Public Policy Implementation) ที่ไม่ประสบผลสำเร็จและไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ มิหนำซ้ำยังเกิดผลกระทบเชิงลบระยะยาวต่อประชาชนอย่างควบคุมไม่ได้ หากไม่มีและไม่ได้คำนึงถึง ๓ มาตรการ (Measurements) ควบคู่กันไป
๑. มาตรการทางกฎหมาย การปกครอง และขั้นตอนวิธีที่ถูกต้อว (Measurement of Law enforcement, Administration, and Right procedure)
๒. มาตรการทางสังคม การมีส่วนร่วมของชุมชน และภาคประชาสังคม (Measurement of Community Development, People Participation and Civil Society)
๓. มาตรการทางการเยียวยา และการช่วยเหลือผู้ถูกกระทบ (Measurement of Social worker and Welfare)

Saturday, 14 April 2018

งานบูรณาการประสบผลสัมฤทธิ์น้อย

หลักการ
การบูรณาการ (integration) การปฏิบัติงานเป็นองค์รวม (holistic) มีโครงสร้างองค์การเฉพาะกิจ (adhoc/adhocracy) แบบผสม (matrix organization)

เราคุ้นเคยกับคำนี้ ตั้งแต่มีนโยบายผู้ว่า CEO ต่อมามีการจัดทำโครงการและให้มีการทำงานในลักษณะบูรณาการ  โดยคิดว่า งานในระดับพื้นที่ไม่สามารถทำงานเก่งคนเดียวได้ การทำงานต้องไม่มี hero ไม่มี one man show แต่ยังขาดการคำนึงถึงเหตุปัจจัยและเงื่อนไขที่ประสบผลสัมฤทธิ์น้อย ดังต่อไปนี้
๑. คณะกรรมการอำนวยการ/บริหาร ขาดการเป็น catalyst ที่ดี
    - authority
    - liaison
๒. งบประมาณในระดับอำเภอไม่ใช่แบบ lump sum 
๓. การให้หลายหน่วยงานบูรณาการงบ เพื่อให้เกิดการบูรณาการงานด้วยนั้น หมิ่นเหม่ต่อการใช้งบประมาณทับซ้อน (สตง.ไม่อนุญาต)
๔. เจ้าหน้าที่มีภารกิจงานประจำ บางครั้งไม่สามารถมาทำงานโครงการ/กิจกรรมร่วม
๕. ผู้บริหารระดับสั่งการไม่ได้คำนึงถึง
    - ความสมดุลของ คน เงิน งาน คือ สั่งให้ทำงาน แต่ไม่มีงบให้ และผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ
    - กระบวนระบบในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แต่ละภาคส่วนขัดกันเชิงโครงสร้าง
    - ขาดการประเมินผลหรือถอดบทเรียนที่ไม่มี bias
    - งานที่สั่งการไม่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ (FS: Feasibility Study) ไม่มี Pilot Project เป็นงานประเภทลองผิดลองถูก (Trial & Error)

การทำงานในลักษณะการบูรณาการในอดีตที่ประสบผลสำเร็จก็มี แต่ในขณะนั้น ยังไม่ได้นำคำว่า “บูรณาการ” มาเรียก เช่น การปฏิบัติงานของหน่วยงาน ปจว. ของ กอ.รมน.จว. รวบรวมบุคลากรของหลายหน่วยงานลงพื้นที่ทำงานปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) 

ปัจจุบันงานลักษณะบูรณาการ คือ ศอ.บต. และ อปท. โดยมีบุคลากรหรือมีเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนมาทำงานในที่เดี่ยวกัน ส่วนปัญหา/อุปสรรค คือ งานทับซ้อนหน่วยงานภูมิภาค มีความขัดกันเชิงโครงสร้างทางการบริหารในบางประเด็น จึงเกิดปรากฎการณ์หน่วยงานที่มีงบประมาณ ไม่มีคนทำงาน หน่วยงานที่ไม่ค่อยมีงบประมาณถูกบังคับให้ทำงาน หน่วยงานที่มีทั้งงบประมาณและมีคนทำงาน แต่กฎหมายไม่อนุญาตเพราะไม่ใช่หน้าที่

สรุปให้จำง่าย ๆ ว่า “การบูรณาการงาน” ประสบผลสัมฤทธิ์น้อยนั้น เพราะขาดการดูแลจากผู้บริหารระดับสั่งการ เพราะฉะนั้น “บู” อย่างเดียวไม่ได้ ต้อง “ดู” ด้วย ต้องมีทั้ง บู และ ดู จะได้เรียกคำจดจำง่าย ๆ คือ “บูดู”

Tuesday, 10 April 2018

การปฏิรูปประเทศไทย ทำไมต้องมีแผนและระยะเวลานานถึง ๕ ปี?

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากแบบดั้งเดิมแล้วหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วกะทันหัน เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการออกกฎหมายมาบังคับใช้ เปลี่ยนแปลงแบบมีกำหนดทิศทาง ฯลฯ เป็นต้น ล้วนมีคำเรียกขานเฉพาะทั้งไทยและเทศ พอสรุปได้ดังนี้
๑. การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปตามยถากรรม เรียกว่า “วิวัฒนาการ (Evolution)
๒. การเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วกะทันหัน เรียกว่า “การปฏิวัติ (Revolution)” หรือ “รัฐประหาร (Coup d'état)
๓. การเปลี่ยนแปลงแบบใช้กฎหมายบังคับ เรียกว่า “การปฏิรูป (Reformation)"
๔. การเปลี่ยนแปลงมีการวางแผนหรือกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เรียกว่า “การพัฒนา (Development)

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน นั่นคือ “ปฏิทิน (Calendar)

แต่เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๓๕ ตอน ๒๔ ก รวม ๖ เรื่อง ดังนี้
๑.ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน]ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล
๒.ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ[ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม] ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล
๓. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านเศรษฐกิจ] ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล
๔. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม] ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล 
๕. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม]ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล
๖. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ] ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล 




หมายความว่า

การปฏิรูปประเทศไทย มีการใช้แผนอย่างชัดเจนและแผนนั้นต้องรอถึง ๕ ปี ในความคิดส่วนตัวแล้ว ชื่อคำว่า “ปฏิรูป” ก็จริง เหตุไฉนต้องมีแผนและระยะเวลาทั้ง ๕ ปีด้วย เท่ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ... นั่นไม่ใช่ปฏิรูปครับท่าน ชื่อนั่นไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหาสารัตถะและวิธีการปฏิบัติ... เป็นแผนการพัฒนาประเทศโดยทั่วไป แต่เน้นเฉพาะด้านพัฒนาด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพราะการกำหนดแผนและมีระยะเวลาที่แน่นอน


เมื่อมีแผน... การที่จะนำแผนไปสู่การปฏิบัติ (Implement) ได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติหรือข้าราชการประจำแล้วล่ะครับ... อีก ๕ ปี รัฐบาลท่านจะถึงหรือเปล่า... ปัญหาประเทศไทยโดยเฉพาะการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างของหน่วยงานของรัฐที่ขัดกัน (Public Administrative Structural Conflict) ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น/ท้องที่ ส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค จังหวัด/อำเภอ/ตำบล ก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้รับการแก้ไขครับ... ความซ้ำซ้อน ซ้ำซาก ซ้ำเสริม และความไม่สมดุลของคน เงิน งาน ระบบ ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย ๔.๐ ก็ยังเป็นสุญญากาศอยู่ดีครับ
ข้อเสนอ
ถ้าใช้คำว่า “ปฏิรูป” คือ Reformation หรือ Transformation หมายถึง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานของรัฐนะครับ มิใช่เป็นคำที่แปลกประหลาดน่าสยองขวัญ อาทิเช่น จากที่มีอธิบดี การตัดสินใจอยู่ที่คนเดียว เปลี่ยนเป็นเลขาธิการ การตัดสินใจอยู่ในรูปองค์คณะ มีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ... หน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อน ซ้ำซาก ซ้ำเสริม นำมาควบรวม (Merge) อาจควบงานหรือควบหน่วยงาน หน่วยงานที่มีงานรับผิดชอบหลายงาน ทำให้หน่วยงานโตไม่สมส่วน เทอะทะ อุ้ยอ้าย ก็นำมาแยกส่วน (Split) เป็นหน่วยงานใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดความสมดุลระหว่าง คน เงิน งาน ระบบ...
รัฐบาลท่านต้องออกกฎหมายบังคับใช้เลยครับ เพราะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เร็วขึ้นกว่าการพัฒนา และช้ากว่าการปฏิวัติรัฐประหาร แต่มีความชอบธรรมสูงโดยมอบหมายหน้าที่นี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนหลัก ... ไม่ใช่มอบหน้าที่นี้ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ เพราะจะได้แค่แผน สภาพัฒน์ถนัดทำแผน และไม่มีมาตรการในการปฏิบัติ ... การนำไปสู่การปฏบัติเป็นเรื่องของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดด้วยพระราชกฤษฎีกา ... ด้วยการถอดบทเรียนจากข้อมูลปัญหาอุปสรรคที่มีอยู่แล้ว...  ไม่ต้องรอให้แต่ละหน่วยงานปฏิรูปตนเองตามแผนปฏิรูปที่รัฐบาลกำหนดครับ เพราะทำมานานแล้ว ให้แต่ละหน่วยงานเสนอยุทธศาสตร์ วิเคราะห์ BSC (Balanced Scored Card) มีการกำหนด Value Chain จัดทำกะลากะปิ (KRA: Key Result Area, KPI: Key Performance Indicator) มีการประเมินตนเอง แล้วรายงานให้รัฐบาลทราบ (SAR: Self Assesment Report)... จ้างบริษัท TRIS ร่วมกับสถาบันการศึกษามาประเมินอีก... สุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แถมภาระงานเพิ่มขึ้น การทำงานลดลง กระดาษรายงานเพิ่มขึ้น... ผู้รับบริการ/ประชาชนถูกทอดทิ้ง 
วิธีเดียวครับ... การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย คือ ปฏิรูป ด้วยการออกกฎหมาย... แก้ไข/ปรับปรุง พระราชกฤษฎี แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ส่วนราชการ..................พ.ศ................ แล้วค่อยออกแผนพัฒนาหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับการปฏิรูป หรือให้ใช้แผนปฏิรูปประเทศทั้ง ๖ เรื่อง ที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานนั่น ๆ  
สิ่งที่กำลังวิพากษ์ คือ แผนพัฒนา/แผนเชิงรุก/แผนกลยุทธ์/แผนยุทธศาสตร์/แผนแม่บท .... สุดแท้แต่จะเรียกครับ...  ซึ่งจะทำให้คำว่า "ปฏิรูป" เป็นการปรับเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ดูห่างไกลออกไป... 
ส่วนแผนดำเนินการ (Operational planning) หรือ แผนปฏิบัติการ (Action Plan) นั้น  ... จะต้องมีอยู่แล้วทุกงาน/ทุกกิจกรรม ... จะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เขียนก็ได้... มีทั้งแผนหลัก แผนรอง/แผนทางเลือก...  แบบทางการและไม่เป็นทางการ 
...การคิดเป็นวนลูปตั้งแต่ Providing - > Formulating -> Implementing -> Evaluating - กลับไปยัง -> Providing ...
ตัวอย่าง การขายขนมครกก็ต้องมีแผนธุรกิจด้วยนะครับ... อย่างน้อยก็แผน ๑ หน้ากระดาษที่นิยมแนะนำให้ผู้ประกอบการทำอยู่ (BMC : Business Model Canvas) ครับ!
ฉะนั้น เมื่อได้กำหนดว่าจะปฏิรูปประเทศก็ต้องออกแผนดำเนินการ/ปฏิบัติการให้เห็นเป็นรูปธรรม หลังจากนั้น ออกพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการใหม่ในส่วนหน่วยงานราขการที่มีความขัดกันเชิงโครงสร้างให้ตอบสนองการแก้ปัญหาประเทศชาติและประชาชน ที่เป็นทั้งทุกข์ของชาวบ้านและทุกข์ของชุมชน ก็เป็นการปฏิรูปแล้วครับท่าน!
สรุป 
การปฏิรูป คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยใช้กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะโครงสร้างของหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ที่มีความขัดกันเชิงบริหารจัดการให้เป็นรูปธรรมและตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ 
ส่วน การพัฒนา คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยใช้แผนและการนำแผนไปสู่การปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม

พัฒนาการสังคมไทย

พัฒนาการสังคมไทย
โดย ดุจฤดี คงสุวรรณ์

การศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของผู้คนในดินแดนต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย เริ่มขึ้นโดยชาวตะวันตกซึ่งใช้วิธีการค้นคว้า คือ เดินทางไปสำรวจด้วยตนเอง สอบสวนค้นคว้าทางภาษา การแต่งกาย ความเป็นอยู่ สภาพบ้านเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและอื่น ๆ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากประจักษ์พยานไปประมวลเป็นงานเขียนหรือรายงานการสำรวจ และอีกวิธีคือ สืบค้นนำข้อมูลที่ได้จากประจักษ์พยานไปประมวลเป็นงานค้นคว้าของชาวต่างประเทศที่เรียบเรียงไว้ ดังนั้นวิธีการดังกล่าวรวมทั้งการศึกษาค้นคว้าของคนไทยได้ก่อให้เกิดความหลากหลายในทัศนะเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของคนไทย ตามที่กาญจนา ละอองศรี ได้นำเสนอสมมุติฐานเกี่ยวกับชนชาติไท (ไทย) ไว้ในหนังสือชื่อ “กว่าจะเป็น คนไทย” (2531) ดังนี้ 
👂สมมุติฐานที่ 1 เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไท (ไทย) อยู่บริเวณมณฑลเสฉวน ตอนกลางของประเทศจีน แล้วอพยพลงมาทางตอนใต้ เข้าสู่แคว้นสุวรรณภูมิ ผู้ที่มีความเชื่อในกลุ่มนี้ คือ เตเรียน เดอลาคูเปอรี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาอนุมานราชธน และหลวงวิจิตรวาทการ 
👂สมมุติฐานที่ 2 เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณเขาอัลไต ทางตอนเหนือของประเทศจีน อพยพลงเข้าสู่ตอนกลางของประเทศจีนและเข้าสู่สุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ คือ หมอสอนศาสนาอเมริกันชื่อวิลเลียม คลิพตัน ด็อดด์ ได้เดินทางไปสำรวจโดยเริ่มจากเชียงราย เชียงตุง สิบสองปันนา ยูนนาน กวางสี กวางตุ้ง ผลจากการสำรวจอยู่ในงานเขียนเรื่อง “เผ่าไทย: พี่ใหญ่ของจีน” (The Thai Race: The Elder Brother of Chinese) งานเขียนนี้สรุปว่าไทยสืบเชื้อสายมาจากมองโกล นักวิชาการไทยที่ได้สืบทอดแนวความคิดมาเขียนเพิ่มเติม คือ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนนาคพันธ์) ได้เขียนหนังสือชื่อ “หลักไทย” ซึ่งเป็นวรรณคดีของราชบัณฑิตยสภาในปี พ.ศ.2471 โดยสรุปว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต แนวความคิดนี้นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันไม่ยอมรับเพราะไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน 
👂สมมุติฐานที่ 3 เชื่อว่าไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณตอนใต้ของจีนและทางเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนแคว้นอัสสัมของอินเดีย ผู้ที่มีแนวคิดเช่นนี้ คือ นักสำรวจชาวอังกฤษ ชื่อ อาร์ชิบัล อาร์ โคลกุน (Archibal R.Colauhoun) ได้เดินทางสำรวจจากกวางตุ้งไปยังมัณฑเลย์ในพม่าและได้เขียนหนังสือชื่อ “ไครซ์” (Chryse) ได้พบว่ามีคนเชื้อชาติไทยได้อาศัยอยู่บริเวณนี้ ต่อมา อี เอช ปากเกอร์ (E.H.Parker) เขียนบทความเรื่อง “น่านเจ้า” สนับสนุนว่าเป็นอาณาจักรของคนไทย นักประวัติศาสตร์ไทยที่เชื่อว่าไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณตอนใต้ของจีน คือ ศาสตราจารย์ขจร สุขพาณิช และจิตร ภูมิศักดิ์  
👂สมมุติฐานที่ 4 เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คืออยู่บริเวณทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยหรือในอินโดจีน หรือบริเวณคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะต่าง ๆ ในอินโดนีเซีย โดยศึกษาทางการแพทย์ด้านความถี่ของยีน กลุ่มเลือดและฮีโมโกลบิน คือ นายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบูรณ์ นายแพทย์ประเวศ วะสี และ ผศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณควบคู่ไปกับการศึกษาโดยใช้หลักพันธุศาสตร์ตรวจสอบความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่า บรรพบุรุษของคนไทยนั้นมีความคล้ายคลึงกันทางพันธุกรรมกับกลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนั้นยังพบว่าวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความคล้ายคลึงกันในหลายๆเรื่อง เช่นการใช้กลองมโหระทึกในพิธีกรรมเกี่ยวกับการเกษตรกรรมในกลุ่มชาวจ้วงและกลุ่มชาติพันธุ์ไทอื่นๆ โบราณวัตถุที่เป็นสำริด – เหล็ก ประเพณีฝังศพครั้งที่สอง ระบบความเชื่อเกี่ยวกับขอฝนและบูชาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เช่นกบ วัฒนธรรมหม้อสามขา (สุจิตต์ วงศ์เทศ, 2550)

นอกจากความคล้ายคลึงกันเกี่ยวกับวัฒนธรรมข้างต้นแล้วยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับการเคลื่อนไหวทางทะเล – ทางบก ว่าถิ่นฐานของชนชาติไท (ไทย) กระจายอยู่ตามลุ่มน้ำสำคัญทางตอนใต้ของจีนหรือทางตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายไปมาผสมกลมกลืนกับกลุ่มชนพื้นเมือง (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2529) โดยครั้งแรกในการเคลื่อนย้ายเป็นการกระจายตามแนว “ตะวันออก – ตะวันตก” (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2536) เรียกว่า “ไทยน้อย” กับ “ไทยใหญ่” โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแกนกลาง พวกไทยน้อยอยู่ทางตะวันออก ส่วนพวกไทยใหญ่อยู่ทางตะวันตก ต่อจากนั้นจึงขยายตัวลงตามแนว “เหนือ – ใต้” กลายเป็นพวก “ไทยสยาม” มีการผสมกลมกลืนกับบรรดาชนชาติและชนเผ่าอื่น ๆ จนเกิดเป็นรัฐและอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลอินเดียในเวลาต่อมา เหตุการณ์การเคลื่อนย้ายข้างต้นนั้นทั้งศรีศักร วัลลิโภดม และ สุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวไว้ว่าเกิดขึ้นประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว (ศรีศักร วัลลิโภดม และ สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2534)

สมมุติฐานที่ 5 เชื่อว่าคนไทยอยู่ที่บริเวณประเทศไทยปัจจุบัน สมมุติฐานนี้มีความต่อเนื่องจากสมมุติฐานที่ 4 ข้างต้น กล่าวคือเป็นการศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดีร่วมกับหลักฐานทางวัฒนธรรมอื่นๆ นักคิดในกลุ่มนี้ได้แก่ ควอริชท์ เวลส์ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร และศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี หลักฐานทางโบราณคดีที่นำมาใช้ในการศึกษาได้แก่โครงกระดูกมนุษย์ที่ขุดค้นพบ ณ อำเภอบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยวิธีการเปรียบเทียบกับโครงกระดูกของคนไทยในปัจจุบัน (ปี 2525) สรุปว่ามีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันทั้งในเรื่องความสูง พยาธิสภาพ ประเพณีเกี่ยวกับการแต่งฟัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสมมุติฐานเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท (ไทย) ก็ยังไม่อาจสรุปได้จำต้องมีการศึกษาค้นคว้าต่อไปทั้งนี้เพื่อสร้างความสมานฉันท์ระหว่างคนไท (ไทย) บนผืนแผ่นดินไทยด้วยกันเอง ทั้งนี้เป็นเพราะคำว่า “ไทย” นั้นเพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรกในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้เปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม” เป็น “ประเทศไทย” พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศขึ้นมาใหม่ โดยให้ความสำคัญเฉพาะ “ชนชาติไทย” เป็นหลัก แต่ละเลยความสำคัญของ “ดินแดน” และ “ผู้คน” ซึ่งประกอบด้วยชาวพื้นเมืองดั้งเดิมและกลุ่มชนชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่เข้ามาผสมกลมกลืนจนกลายเป็น “ชาวสยาม” หรือ “คนไทย” สืบมาถึงปัจจุบัน ฉะนั้น บรรพชนของ “คนไทย” ทุกวันนี้คือ “ชาวสยาม” ที่ประกอบไปด้วยเม็ง-มอญ ขอม-เขมร ลวะ-ละว้า ข่า-ข้อย ลาวและ “แขก” อย่างมาเลย์-จามรวมทั้งเจ๊ก-จีน ฯลฯ คนพวกนี้เกือบทั้งหมดมีถิ่นฐานเป็นคนพื้นเมืองอยู่ในดินแดนประเทศไทยนี้มาแต่ดั้งเดิม ส่วนน้อยมาจากที่อื่น แต่ก็อยู่ที่นี่มาช้านาน แล้ว

เพราะฉะนั้นบรรพชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากที่ไหนแต่อยู่ที่นี่ แม้ว่าวันนี้จะมีชนชาติไทยกระจายอยู่นอกประเทศแต่พวกนั้นก็ไม่ได้อพยพหลบหนีการรุกรานมาจากไหน ล้วนมีถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแต่ดั้งเดิมอย่างน้อยเป็นเวลากว่า 3,000 ปีมาแล้ว