Friday, 23 March 2018

สาเหตุและแนวทางแก้ไขการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนที่ไม่ยั่งยืน

การพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Development) สามารถดูได้จาก คนในหมู่บ้าน/ชุมชน สามารถ
๑. แปลงกิจกรรม (activities) เป็นกิจการ  (work)
๒. บริหารจัดการกิจการในหมู่บ้าน/ชุมชนด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
๓. แปลงโครงการ (projects) ที่ลงสู่หมู่บ้าน/ชุมชนให้เป็นแผนงาน (programs) และงานที่ดำเนินการเป็นประจำได้ (routine)

สาเหตุและแนวทางแก้ไข ที่ทำให้การพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนไม่ยั่งยืน มีดังต่อไปนี้

๑. ความขัดแย้งทางความคิด เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก มาจากการเลือกตั้งทางการเมืองในหมู่บ้าน/ชุมชน บางหมู่บ้าน ผู้นำไม่สามารถปกครอง ดูแลหรือบริการชาวบ้านได้ทั้งหมด เพราะเป็นกลุ่มหรือพวกอีกฝ่ายหนึ่ง หรือกลุ่มหรือพวกอีกฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ
แนวทางแก้ไข 
รัฐให้การสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมโครงการจิตอาสา "เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ" ให้มีกิจกรรมในระดับหมู่บ้าน/ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาชนได้ร่วมสร้างสำนึกร่วมต่อแผ่นดินและการเป็นกลางทางการเมือง และให้โอกาสประชาชนรวมกลุ่มจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคม ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดอาสาพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน และภาคประชาสังคมในหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีจิตสาธารณะในการขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่ตนเอง

๒. ประชาชน/สถาบันครอบครัวล่มสลายและถูกทำลายทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะยาเสพติด 
แนวทางแก้ไข 
รัฐให้การสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมกับจิตอาสา จัดกิจกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (TO BE NUMBER ONE) หรือสร้างให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ ตระหนักคิด ตระหนักทำการต่อต้านผู้ที่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติดร่วมกัน หรือ "ใครยุ่งยา เราไม่คบ" และให้โอกาสประชาชนรวมกลุ่มจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมเพื่อให้เกิดภาคประชาสังคมในหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีจิตสาธารณะในการขับเคลื่อนกิจกรรมแก้ไขปัญหาและป้องกันเยาวชน ลูกหลาน ในหมู่บ้าน/ชุมชน ไปยุ่งเกี่ยวและเสพยา กลายเป็นภาระและปัญหาของหมู่บ้าน/ชุมชน

๓. ประชาชนขาดความไว้วางใจ (trust) และขาดความเชื่อมั่น (confidence) ต่อกัน เพราะหนี้สินกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน/ชุมชน อาทิเช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) กองทุนหมุนเวียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ฯลฯ เป็นต้น
แนวทางแก้ไข 
รัฐให้การสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมปรับปรุงโครงสร้างระบบการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนของหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลหรือไปเกี่ยวข้องเสียใหม่ อาทิเช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) ฯลฯ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสทางการคลังของเงินทุนหมุนเวียนนอกงบประมาณ และส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย  ดังนี้
(๑) บันทึกรายการหนี้สินของลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนทุกรายและทุกประเภทลงในบัตรประจำตัวประชาชน และผ่านระบบธนาคาร ไม่ว่าจะฝากหรือถอนเงิน และส่งจ่ายเงินกู้ยืมด้วยตนเองหรือผู้ได้รับมอบฉันทะทุกครั้ง เพราะสามารถป้องกันการยักยอกเงินของเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ รวมทั้ง การทำลายหลักฐานทางการเงินและทะเบียนต่าง ๆ
(๒) ให้ผู้ที่เบี้ยวหนี้ ติดเครดิตบูโร จะได้สร้างวินัยทางการเงินให้กับผู้กู้
(๓) ผู้ที่เป็นหนี้เงินทุนหมุนเวียนของรัฐทุกประเภทไม่มีเวลาหมดอายุความ เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเดือดร้อน ต้องชดใชัเงินของผู้เบี้ยวหนี้โดยใช่เหตุ
(๔) การรับภาระหนี้ให้เป็นรายคน ไม่ใช่รายกลุ่ม แม้นจะรวมกลุ่มกันทำโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่จะตกกับคนใดคนหนึ่ง หรือคนหนึ่งได้ประโยชน์และอีกคนต้องชดใช้หนี้...ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว
(๕) เมื่อผู้เป็นหนี้เงินทุนหมุนเวียนของรัฐทุกรายทุกประเภทเบี้ยวหนี้ จะมาทำธุรกรรมทางการเงิน หรือติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฯ เพื่อขึ้นทะเบียนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ขึ้นทะเบียนรถ โอนที่ดิน เข้าโรงพยาบาล  จะฝากหรือโอนเงินกับธนาคาร ก็ต้องทำการประนอมหนี้ด้วย 
(๖) เมื่อพบผู้ที่เป็นหนี้ตามข้อ ๕ มีฐานะยากจน จะได้ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและฝึกอาชีพ เพราะอาจเบี้ยวหนี้โดยฐานะหรือถูกหลอก หากพบผู้ที่เป็นหนี้ตามข้อ ๕ มีฐานะร่ำรวย จักได้ทำการยึดทรัพย์หรือเสียค่าปรับ เพราะเบี้ยวหนี้โดยสันดาน

สำหรับหน่วยงานของรัฐบางหน่วยงานหรือกองทุนบางกองทุนที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเงินทุนหมุนเวียนของรัฐที่ให้กลุ่มสมาชิก/สมาชิกกู้ยืมเงินนั้น กลายเป็นสถาบันการเงินโดยปริยาย เพราะทำหน้าที่เสมือนธนาคาร จากการนิยามสถาบันการเงิน คือ
๑) เป็นตัวกลางทางด้ารการเงิน (Financial Intermediary)
๒) เป็นวานิชธนกิจ (Investment-banking)
ฉะนั้น หน่วยงานของรัฐหรือกองทุนข้างต้น ต้องมีสิทธิ์ที่จะได้บริการทางการเงินภายใต้อำนาจกฎหมายที่กระทรวงการคลังกำกับดูแล เฉกเช่น สถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารรัฐวิสาหกิจ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ ฯลฯ เป็นต้น

ปัญหาซ่อนเร้นของชาวบ้านในหมู่บ้าน/ชุมชน ทั้ง ๓ ประเด็นข้างต้น เกิดจากการดำเนินนโยบายสาธารณะที่ผ่านมาและขาดการติดตามประเมินผลถึงผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อหมู่บ้าน/ชุมชน ถ้าพูดภาษาการค้าการขาย คือ รัฐจำหน่ายสินค้าหรือบริการให้ประชาชนแล้ว แต่ไม่มีบริการหลังการขาย

Wednesday, 21 March 2018

ปัญหาและแนวทางแก้ไขการจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.)

ปัญหาการจัดเก็บข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ล่าช้า ไม่ถูกต้อง และครบถ้วน มีสาเหตุดังต่อไปนี้

๑. แบบสอบถาม
๑.๑ ข้อคำถามมากเกินไป ถึง ๕ หมวด ๓๑ ตัวชี้วัด และมีตัวชี้วัดย่อยอีกมากมาย ทำให้ผู้จัดเก็บและผู้ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนและอยากต่อการกรอกข้อมูล
๑.๒ เป็นคำถามที่หลายหน่วยงานต้องการรู้ ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานตนเองก็มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่กลับให้มีการใช้แบบสอบถาม จปฐ.ไปเก็บซ้ำ ดูเหมือนต้องการให้มีการทดสอบข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตนเองหรือการทำงานของเจ้าหน้าที่ตนเองว่า เข้าถึงประชาชนหรือไม่ อาทิเช่น
๑.๒.๑ หมวดที่ ๑ สุขภาพ มีคำถาม ดังนี้
ข้อ ๑ เด็กแรกเกิดมีน้ำหนัก ๒,๕๐๐ กรัม ขึ้นไปกี่คน
ข้อ ๒ เด็กแรกเกิด ได้กินนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย ๖ เดือนแรกติดต่อกันกี่คน
ข้อ ๓ เด็กแรกเกิดถึง ๑๒ ปี ได้รับวัคซีนป้องกันโรคครบตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคกี่คน
ข้อ ๔ ครัวเรือนกินอาหารถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และได้มาตรฐานหรือไม่
ข้อ ๕ ครัวเรือนมีการใช้ยาเพื่อบำบัด บรรเทาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นอย่างเหมาะสมหรือไม่
ข้อ ๖ คนอายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีกี่คน
ข้อ ๗ คนอายุ ๖ ปีขึ้นไป ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ วัน ๆ ละ ๓๐ นาที กี่คน
๑.๒.๒ หมวดที่ ๕ ค่านิยม มีคำถาม ดังนี้
ข้อ ๒๗ ผู้สูงอายุได้รับการดูแลจากครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ หรือภาคเอกชน กี่คน
ข้อ ๒๘ ผู้พิการได้รับการดูแลจากครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ หรือภาคเอกชน กี่คน
ข้อ ๒๙ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้รับการดูแลจากครอบครัว ชุมชน ภาครัฐ หรือภาคเอกชน กี่คน
ซึ่งเป็นข้อมูลที่สาธารณสุขจัดเก็บอยู่แล้ว และเป็นระบบด้วย และดูได้ตลอดเวลา ทำให้เกิดการไม่ยอมรับข้อมูล จปฐ. เพราะขัดแย้งกับข้อมูลของสาธารณสุข ซึ่งไม่รู้ว่าข้อมูลไหนถูกและข้อมูลไหนผิด

๒. ผู้จัดเก็บ/อาสาสมัครจัดเก็บข้อมูล จปฐ.
๒.๑ ไม่เข้าใจในการตั้งคำถาม
๒.๒ เร่งรีบ ถามคำถามไม่ครบ
๒.๓ กรอกข้อมูลเอง ไม่ได้ไปสอบถามจริง
๒.๔ การจัดเก็บข้อมูลไม่ครบทุกครัวเรือน เพราะเป็นการสำรวจ ไม่ใช่สำมะโน และไม่เก็บข้อมูลสำรวจครัวเรือนที่มาอาศัยในหมู่บ้าน/ชุมชนไม่ครบ ๖ เดือน และมีความยากลำบากในเก็บข้อมูลจากครัวเรือนที่อยู่ในเมือง

๓. ผู้ตอบคำถาม/เจ้าของครัวเรือน
๓.๑ ไม่รู้ข้อมูลของตนเอง โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพ
๓.๒ ให้ข้อมูลไม่ตรงความจริง โดยเฉพาะข้อ ๒๒ รายได้เฉลี่ยของคนในครัวเรือน เพราะคำนวณไม่ถูกและกลัวต้องเสียภาษี
๓.๓ เบื่อในการให้ข้อมูลสอบถามทุกปี และไม่เข้าใจว่า จะได้ประโยชน์อะไรกลับมา
๓.๔ ไม่อยากตอบคำถามที่ตั้งคำถาม เพื่อต้องการดัดจริตตนเอง คือ หมวดที่ ๕ ค่านิยม มีคำถาม ดังนี้
ข้อ ๒๔ คนในครัวเรือนไม่ดื่มสุรา
ข้อ ๒๕ คนในครัวเรือนไม่สูบบุหรี่
ข้อ ๒๖ คนอายุ ๖ ปีขึ้นไป ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง
ข้อ ๓๐ ครัวเรือนมีส่วนร่วมทำกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของชุมชนหรือท้องถิ่น
ข้อ ๓๑ ครอบครัวมีความอบอุ่น

๔. ผู้บันทึกข้อมูล
๔.๑ เร่งรีบในการบันทึกทำให้มองข้อมูลในแบบสอบถามผิดพลาด
๔.๒ ข้อมูลในแบบสอบถามได้ไม่ครบ แต่จำเป็นต้องบันทึก เพราะโปรแกรมบังคับ เลยนึกข้อมูลเองและป้อนเข้าโปรแกรม

๕. โปรแกรมและระบบบันทึกข้อมูล
๕.๑ โปรแกรมเปลี่ยนแปลงทุกปี ต้องเรียนรู้ในการติดตั้งและป้อนข้อมูล
๕.๒ ระบบไม่เสถียร ป้อนข้อมูลก็จริง แต่ไม่ได้บันทึก

แนวทางแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.)
๑. ลดจำนวนข้อคำถามตามข้อ ๑.๑ ลงให้เหลือเท่าที่จำเป็น กล่าวคือ ตามความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ คือ ปัจจัย ๔ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค หรือตามทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Minimum Needs Theory) ได้แก่ อาหาร (รวมน้ำ) เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย
ซึ่งรัฐและชุมชน จะต้องเรียนรู้ข้อมูลและร่วมในการดูแลประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน นำมาซึ่งการออกนโยบาย แผนงาน โครงการ กิจกรรม หรือมาตรการ สู่การดำเนินงานพัฒนาชุมชน แบบมีส่วนร่วม
ส่วนมาตรฐานความจำเป็นพื้นฐานที่กำหนดตามแบบสอบถามที่เหลือ นั่นไม่ใช่ ความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Minimum Needs) แต่เป็นมาตรฐานการครองชีพ (Standard of Living) มี Cost of Living (ค่าครองชีพ) เป็นเส้นแบ่งความยากจน (poverty line) เป็นตัวชี้วัด 
รวมทั้ง ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสังคม (Socio-economy) วัดจากอาชีพ รายได้ และการศึกษา และมีข้อมูลให้ถามเรื่องขี้ยา ขี้เมา
ส่วนข้อมูลตามข้อ ๑.๒ นำข้อมูลของสาธารณสุข รวมทั้งข้อมูลหมวดที่ ๓ การศึกษา รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานที่รับผิดชอบมาใช้
๒. ดำเนินการเชื่อมโยง (Linkage) ข้อมูลต่าง ๆ ที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่ ตามวิธีการ Big Data โดยการใช้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ (Hadoop) เป็นตัวดึงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และคัด (Query) เฉพาะข้อมูลที่เราต้องการใช้ออกมา และสามารถ Profile ข้อมูลเป็นรายบุคคล/ครัวเรือน/หมู่บ้าน/ชุมชน/ตำบล/อำเภอ/จังหวัด/ประเทศ ได้ง่ายขึ้น
๓. วิธีการจัดเก็บข้อมูล ใช้ได้ทั้งวิธีผู้ให้ข้อมูลมาพบเจ้าหน้าที่/อาสาสมัครจัดเก็บข้อมูลหรือเจ้าหน้าที่/อาสาสมัครเข้าไปพบผู้ให้ข้อมูลก็จะสดวกขึ้น เพราะคำถามมีน้อย 

Tuesday, 20 March 2018

นโยบายสาธารณะ คือ อะไร มีประโยชน์อย่างไร

เมื่อพูดถึง “นโยบายสาธารณะ” หลายคนอาจนึกถึงการเมือง หรือรัฐศาสตร์ ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นผู้ที่มีความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์ และการเมืองอาจจะพอเข้าใจ แต่ก็มีหลายคนเลยทีเดียวที่อาจจะไม่เคยได้ยินคำว่านโยบายสาธารณะไม่เข้าใจว่า นโยบายสาธารณะคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตอย่างไร…?

นโยบายสาธารณะคืออะไร
นโยบายสาธารณะ (Public Policy) คือ แนวทางการปฏิบัติ รวมถึงกิจกรรมที่ทางรัฐบาลเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำ โดยมุ่งเน้นเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมและต่อสังคมเป็นหลัก ซึ่งเป็นผลผลิตที่มาจากระบบการเมือง โดยนโยบายสาธารณะจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ความสำคัญของนโยบายสาธารณะ
นโยบายสาธารณะมีความสำคัญต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ โดยรัฐบาลต้องออกนโยบายและนำไปปฏิบัติเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา หรือทำให้ประชาชนที่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ส่วนประชาชนเมื่อเห็นว่านโยบายของรัฐบาลมีประโยชน์และตอบสนองต่อความต้องการในการดำเนินชีวิต ก็จะให้การสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้น หรืออาจะกล่าวได้ว่า นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยผลประโยชน์และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ต่อทั้งประชาชนและรัฐบาล

โดยนโยบายสาธารณะแบ่งออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งแต่ละประเภทนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป ตามความเหมาะสม ส่วนการนำไปใช้บริหารประเทศนั้นก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลแต่ละชุดว่าจะกำหนดและปฏิบัติตามนโยบายสาธารณะแบบไหน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนมากที่สุด

ดังนั้น นโยบายสาธารณะจึงเป็นแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลที่มุ่งเน้นสร้างผลประโยชน์ให้กับประชาชนเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน และพัฒนาชีวิตประชาชนให้ดียิ่งขึ้น


Monday, 19 March 2018

กลวิธี (Tactic) การทำงานมวลชน

กลวิธี (Tactic) การทำงานมวลชน เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ ตระหนักคิด ตระหนักทำ
๑. สร้างกระแสการรับรู้
๒. ดึงสู่การเป็นพวก*พ้อง
๓. สนองความต้องการ
๔. แบ่งปันผลประโยชน์
__________________
*พวก = พึ่งพา+ไหว้วาน+เกื้อกูล
วิธีการหรือเครื่องมือที่ง่ายที่สุดในการทำข้อ ๑ กับ ข้อ ๒ คือ ใช้ Social online และช่วยกัน Viral
ทำได้ทั้ง ๔ ข้อ...มวลชนจะไปไหนเสีย...

Tactic working with the masses to achieve awareness: acknowledge, cogitate, and operate
1. Created streams of awareness to the people
2. Invited them into our crowd
3. Responsed to their needs
4.  Shared our benefits to them

กลวิธีการรบแบบกองโจร
๑. เอ็งมา ข้ามุด
๒. เอ็งหยุด ข้าแหย่
๓. เอ็งแย่ ข้าตี
๔. เอ็งหนี ข้าไล่

พัฒนาการทางเทคโนโลยีมีผลต่อวิวัฒนาการทางสังคม

พัฒนาการทางเทคโนโลยี (Technology Development) มีผลต่อวิวัฒนาการทางสังคม (Social Evolution)

๑. ยุคหิน (Stone Age) มนุษย์ใช้หินเป็นเครื่องมือทุ่นแรงและอาวุธ จะดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และมีวิถีชีวิตแบบเร่รอน (Savagery)

๒. ยุคเหล็ก (Iron Age) มนุษย์ใช้เหล็กเป็นเครื่องมือทุ่นแรงและอาวุธ จะดำรงชีวิตด้วยเพาะปลูกและมีวิถีชีวิตแบบกสิกรรม (Barbarous) ที่อยู่กับที่เกิดชุมชน/หมู่บ้าน

๓. ยุคข้อมูลข่าวสาร (ICT: Information and Communitcation Age) มนุษย์เร่ิมคิดที่จะมีการค้าขาย อพยพ ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในโลกนี้ มีวิถีชีวิตแบบศิวิไลซ์ (Civilization)

๔. ยุคการใช้เทคโนโลยีผสมผสาน 
/เทคโนโลยีผลิกอนาคต (Disruptive Technology Age) มนุษย์ใช้เทคโนยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต แม้นว่าจะอยู่ที่แห่งหนใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านการคมนาคม การสื่อสาร การศึกษา การดูแลสุขภาพ พาณิชยการ การทหาร ฯลฯ เป็นต้น และมีวิถีชีวิตแบบไร้พรมแดน (Ubiquitous: Anytime Anywhere) 

Saturday, 10 March 2018

ความจำเป็นพื้นฐานกับคุณภาพชีวิตประชาชน

ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ทางธรรมชาติของมนุษย์ คือ วัดจากปัจจัย ๔ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค และตามทฤษฎีความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Minimum Needs Theory) วัดแค่ ๓ อย่าง คือ อาหาร (รวมน้ำ) เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย

ซึ่งรัฐและชุมชน จะต้องเรียนรู้ข้อมูลและร่วมในการดูแลประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน นำมาซึ่งการออกนโยบาย แผนงาน โครงการ กิจกรรม หรือมาตรการ สู่การดำเนินงานพัฒนาชุมชน แบบมีส่วนร่วม

ส่วนมาตรฐานความจำเป็นพื้นฐานที่เรากำหนด นั่นไม่ใช่ความจำเป็นพื้นฐาน (Basic Minimum Needs) แต่เป็นมาตรฐานการครองชีพ (Standard of Living) มี Cost of Living (ค่าครองชีพ) เป็นเส้นแบ่งความยากจน (poverty line) เป็นตัวชี้วัด 

รวมทั้ง ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจสังคม (Socio-economy) วัดจากอาชีพ รายได้ และการศึกษา และมีข้อมูลให้ถามเรื่องขี้ยา ขี้เมา...

ใคร? กำหนดตัวชี้วัด จปฐ. ให้ยุ่งยาก เกินความจำเป็น...เป็นแบบข้อมูลใช้สำรวจ (survey) ดันเข้าใจเป็นข้อมูลสำมะโน (census)

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา...ตามความเหมาะสมของยุค Big Data...ที่สามารถ Linkage ข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้มาอยู่ในที่ ๆ เดียวกันได้

จักได้ไม่เสียเวลาในการจัดเก็บและมาเถียงกันว่าข้อมูลจริงหรือไม่จริง ยกเมฆ นั่งเทียน หรือขี่ช้างจับตั๊กแตน ... เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จักได้มีเวลาใช้ข้อมูลแก้ปัญหา/พัฒนา... มากกว่ามานั่งกังวลกับการจัดเก็บและบันทึกข้อมูล... อีกทั้ง ต้องมาทวงหนี้เงินกองทุนหมุนเวียน

การใช้ประโยชน์จาก Big Data มีความเป็นไปได้สูง ที่งานพัฒนาชุมชน จะต้องถูกรัฐบาลบังคับให้บริการข้อมูล จปฐ./กชช.๒ค ผ่านระบบนี้ ในอนาคต เพราะรัฐบาลได้ตั้งกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เขาก็ต้องการข้อมูลบางส่วนจากกรมฯและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อโปรไฟล์ประชากรแต่ละคน ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชน ๑๓ หลัก และโปรไฟล์ครัวเรือนทุกหลักคาเรือนด้วยเลขรหัสประจำบ้าน โปรไฟล์หมู่บ้าน/ชุมชน ด้วยเลขรหัสหมู่บ้าน/ชุมชนของกรมการปกครอง 


ฉะนั้น การเก็บข้อมูล จปฐ./ปชช.๒ค ด้วยวิธีการ Big Data ก็จะใช้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์เป็นตัวดึงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และคัด (Query) เฉพาะข้อมูลที่เราต้องการใช้ออกมา


ที่ทำอย่างนี้ได้ เพราะบริษัท yahoo ได้ผลิตซอฟต์แวร์และตั้งชื่อว่า Hadoop คล้ายกับ google ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาจัดเก็บข้อมูลมากนัก แต่เราจะมีเวลาในการใช้ข้อมูลมากขึ้น 


และไม่ต้องเก็บข้อมูลทุกเรื่องทุกอย่าง แต่ข้อมูลทุกเรื่องทุกอย่างที่อยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำมาใช้ได้ตามข้อตกลงและการยอมเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานนั้น ๆ 


ซึ่งในขณะนี้ ข้อมูลส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว เช่น สุขภาพ เกิด แก่ เจ็บ ตาย รายได้ การศึกษา การประกอบอาชีพ การครอบครองที่ดิน ใครได้รับการสนับสนุนเป็ดกี่ตัว ไก่กี่ตัว ใครมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใครเป็นหนี้ของรัฐ เช่น กยศ. แต่ก็ยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูล 


แต่เสียดายหนี้ กทบ. กข.คจ. กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ยังไม่ใช้บริการนี้ เหมือนผู้เป็นหนี้บัตรเครดิต ทำให้รู้เลยว่าใครเป็นหนี้ไม่ยอมจ่าย จะได้ติดเครดิตบูโร ฯลฯ


จะทำให้เราไม่ต้องไปเก็บข้อมูลซ้ำ ยิ่งเก็บข้อมูลซ้ำ ๆ ก็ยิ่งผิดพลาดมากขึ้น ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐานจริง ๆ มีไม่กี่ตัว แต่มีข้อมูลที่ฝากให้เก็บซ้ำเยอะมาก เก็บไปเก็บมา ก็มานั่งเถึยงว่าของใครถูกใครผิด


ไหนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จะเมากับตัวชี้วัด (KPI) ที่เปรียบเสมือนแค่เกย์รถที่บ่งบอกความเร็วของรถ แต่ไม่ใช่เป็นตัวควบคุมความเร็วของรถ... หากเปรียบรถเหมือนงานล่ะก้อ ... ตัวควบคุมความเร็วของรถคือ กฎหมายจราจร เครื่องดักจับความเร็ว ตำรวจทางหลวง ค่าปรับ ยึดใบขับขี่ ห้ามขับรถ ฯลฯ เป็นต้น รวมทั้ง การมีวินัยในการใช้รถของผู้ขับรถ...

นั่นคือ มาตรการ กฎกติกา แบบแผนการแก้ปัญหา/พัฒนา ไม่ใช่นำตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินมาบังคับเจ้าหน้าที่ให้แก้ปัญหา/พัฒนา (Evaluation is not prove, but improve) ชาวบ้าน... แล้วมาเรียก SAR (Self-Assessment Report) ทำไม...

ปัญหาและผลกระทบจากการกำหนดเนื้องานแบบลองผิดลองถูก (trial and error) อาจเลี่ยงไม่ได้ และหน่วยงานของรัฐไม่สามารถแก้ปัญหา/พัฒนาเฉพาะพื้นที่ (focus) กับลักษณะงานสาธารณะ (public) ที่ต้องรับผิดชอบลักษณะ locus ได้... แต่ถ้ายอมรับความจริงและคำนึงถึงบริบทและนิสัย/พฤติกรรมคนไทย ในการกำหนดทิศทางการแก้ปัญหา/พ้ฒนา ก็ถือว่าสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง...

มัวแต่แต่งตัวข้อมูลกับตัวชี้วัดอยู่ทุกปี... สุดท้าย ปัญหาปัจจัย ๔ ของชาวบ้านก็ไม่ได้แก้... มีชาวบ้านอีกกี่คนที่หาเช้ากินค่ำ มีคนขาดผ้าห่มต้องหนาวตาย ไม่มีที่อยู่อาศัย และ ขาดยาดี ๆ...


การจัดการความรู้กองทุนแม่ของแผ่นดิน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ปี ๒๕๕๖

อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เป็นหนึ่งในสิบสามอำเภอของจังหวัดนราธิวาส ที่ได้ดำเนินการกองทุนแม่ของแผ่นดิน และเมื่อปี ๒๕๕๖ มีกองทุนแม่ของแผ่นดิน ๗ หมู่บ้าน

ทั้งนี้ การจัดการความรู้กองทุนแม่ของแผ่นดิน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ปี ๒๕๕๖ เป็นการจัดการความรู้กองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอสุคิริน เพื่อเผยแพร่เป็นแบบอย่างและมีการสร้างนวัตกรรมการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยกองทุนแม่ของแผ่นดินจำนวน ๑ หมู่บ้าน นั้น อำเภอได้นำเสนอผลการจัดการความรู้กองทุนแม่ของแผ่นดินของ บ้านภูเขาทองหมู่ที่ ๒ ตำบลภูเขาทอง อำเภอสุคิริน โดยภาพรวม ดังต่อไปนี้

๑. การก่อเกิดและปัญหาของกองทุนแม่ของแผ่นดิน
กองทุนแม่ของแผ่นดินก่อเกิดจากได้รับเงินขวัญถุงผู้เข้ารับเงินพระราชทาน คือ นางจิราพร นกพรม อดีตผู้ใหญ่บ้านภูเขาทอง เมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๒ และได้ดำเนินการเพื่อให้เกิดพลังเมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๕ สมัย นายมนัส ตั้งใจ ผู้ใหญ่บ้านภูเขาทอง โดยหน่วยทหาร “ญาลันนันบารู” ได้มีการระดมสรรพกำลังคนในหมู่บ้านและคณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดิน จำนวน ๒๑ คน คณะกรรมการ ๑ คนรับผิดชอบดูแลมวลสมาชิก ๔ คน ด้วยความสมัครใจ โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานปกครองเป็นผู้รับผิดชอบ และต่อมา หน่วยงานพัฒนาชุมชนได้รับมอบหมายให้มารับผิดชอบการดำเนินการต่อ
กองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านภูเขาทองมีสมาชิก ๑๐๕ คน จาก ๑๐๐ ครัวเรือน ประชากร ๓๐๐ คน กิจกรรมที่สำคัญและภาคภูมิใจก็คือ บรรพชาสามเณรหมู่ ใช้งบกองทุนแม่ของแผ่นดิน จำนวน ๕,๐๐๐ บาท มีเยาวชนเข้าร่วมอบรมและเข้าค่ายจำนวน ๔๐ คน ณ โรงเรียนบ้านภูเขาทอง  
การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านภูเขาทองทึ่คิดว่าเป็นปัญหาและต้องการพัฒนาและปรับปรุงให้ดีขึ้นได้แก่
-การบริหารจัดการองค์กรและการติดตามงาน
-การสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนในหมู่บ้านให้ตระหนักถึงความสำคัญของกองทุนแม่ของแผ่นดินที่จะก่อให้เกิดการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านอยู่เสมอ
-การพัฒนาผู้นำให้มีความกระตือรือร้นและให้ความสนใจต่อกิจกรรมต่างๆ ของกองทุนแม่ของแผ่นดินให้มากยิ่งขึ้น
-เห็นควรอบรมคณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดินทั้งคณะเพื่อให้มีทักษะด้านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับการบริหารจัดการที่ได้ดำนินการที่ผ่านมานั้นได้มีการคัดเลือกคณะกรรมการด้วยความสมัครใจเพื่อทำหน้าที่สร้างความเข้าใจโครงการทุกครัวเรือน และผู้ที่เป็นสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการก็ด้วยความสมัครใจเช่นกันและไม่มีการบังคับ และมีการความตั้งใจที่จะออกกฎของชุมชนให้มีความเข้มแข็งและสร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่องยาเสพติดและโทษของยาเสพติดรวมทั้งการจัดกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกันกับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มีการจัดกิจกรรมรับรองครัวเรือนปลอดภัยจากยาเสพติดด้วยการจัดเวทีประชาคมในหมู่บ้านส่วนโครงสร้างขององค์กรมีการแต่งตั้งผู้ที่รับผิดชอบการดำเนินงานและมีทะเบียนต่างๆ รวมทั้งบัญชี และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการฯอย่างชัดเจน อาทิเช่น ประธาน รองประธานเลขานุการ เหรัญญิก และมีการควบคุมด้านการเงินกองทุนแม่ของแผ่นดินด้วยการเปิดบัญชีธนาคารและให้สามารถเบิกจ่าย ๒ ใน ๓ ของผู้เปิดบัญชี ทั้งนี้ คณะกรรมการกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านภูเขาทองได้ยึดพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ทรงได้ตรัสว่า “งานทุกชิ้นต้องกำหนดเวลาแล้วเสร็จ” และได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการฯไว้ ๑๐ ประการดังต่อไปนี้
๑.รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของทุนแม่ของแผ่นดิน
๒.เป็นตัวอย่างในการแสดงความจงรักภักดีอย่างสูงสุดในหมู่บ้าน/ชุมชน
๓ร่วมบริหารและดำเนินการกองทุนแม่ของแผ่นดินไม่ให้หยุดนิ่ง ให้มีความต่อเนื่องอยู่เสมอ
๔.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในหมู่บ้านและประชาชนทั่วไป มีความศรัทธากองทุนแม่ของแผ่นดินด้วยการปฏิบัติและการเชิญชวน
๕.ดูแลครัวเรือนสมาชิกกองทุนแม่ของแผ่นดินตามที่ได้อาสาดูแลหรือได้รับมอบให้ดูแลอย่างใกล้ชิด
๖.ร่วมพิจารณาการใช้จ่ายเงินกองทุนแม่ของแผ่นดินให้เป็นไปตามปรัชญาแนวคิดของโครงการ
๗.ดำเนินการจัดเก็บเงินกองทุนแห่งศรัทธาจากสมาชิกสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง
๘.ร่วมพิจารณาจัดกิจกรรมเพื่อขยายกองทุนตามแนวทางแห่งปรัชญา
๙.ร่วมช่วยเหลือกองทุนให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดของชุมชนอย่างยั่งยืน
๑๐.ดำเนินการใด ๆ ตามความคิดริเริ่มที่เป็นประโยชน์ต่อกองทุนแม่ของแผ่นดิน

ส่วนสมาชิกของกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านภูเขาทองแล้วได้กำหนดกฎหลักกองทุนแม่ของแผ่นดินและให้มีการถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
๑.สมาชิกร่วมประชุมกันเป็นนิตย์
๒.สมาชิกหมั่นเริ่มและเลิกประชุมพร้อมกัน
๓.สมาชิกยอมรับมติส่วนใหญ่ของที่ประชุมในการแก้ไขปัญหาด่วน
๔.สมาชิกให้การยอมรับและเคารพผู้อาวุโส
๕.สมาชิกให้การสงเคราะห์และช่วยกันเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม เช่น เด็ก สตรี คนชราคนพิการ และคนที่ยากจนกว่า
๖.สมาชิกเสริมและรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม
๗. สมาชิกช่วยกันทะนุบำรุงศาสนา

สำหรับกฎรองอื่น ๆ นั้นมีความตั้งใจที่จะให้มีการกำหนดเป็นกฎที่ชุมชนร่วมกัน หากเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องกำหตดตั้งขึ้นมาตามความเหมาะสมของสถานการณ์ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น ซึ่ง ณ วันนี้ ยังไม่มีการตั้งกฎใด ๆ เพิ่มขึ้น

สิ่งที่คณะกรรมการและสมาชิกกองทุนแม่ของแผนดินบ้านภูเขาทองคาดหวังและปรารถนาจากกองทุนแม่ของแผ่นดิน ได้แก่
-อยากให้ชุมชนมีความสุข ปลอดจากยาเสพติด ต้องการให้ชุมชนเกิดความสามัคคี
-อยากให้ส่วนราชการหรือพี่เลี้ยงที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการและสมาชิกทุกคนมีจิตสำนึกรณรงค์การพัฒนาขับเคลื่อนกองทุนแม่ของแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง
-สิ่งที่ปรากฏขึ้นและเป็นพลังในปัจจุบัน คือ การรวมพลัง “ชัยชนะยาเสพติดที่ยั่งยืนสนองพระราชปณิธาน” อันแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ส่วนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในหมู่บ้านภูเขาทองที่เห็นว่ามีความดีงามนั่นคือชุมชนเกิดความเข้าใจปรากฏการณ์ในการรับธง “กองทุนแม่ของแผ่นดิน”หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ มีความซาบซึ้งและประทับใจพร้อมที่จะปฏิบัติรณรงค์ช่วยกันต่อต้านยาเสพติดเพื่อแม่ของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชนและประเทศชาติ

ในอนาคตอยากเห็นการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของกองทุนแม่ของแผ่นดินบ้านภูเขาทองให้เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อสาธารณชนทั้งหลายได้แก่
-กองทุนแม่ของแผ่นดิน สามารถล่อหลอมจิตใจคนในชุมชน มีความรัก มีความเอื้ออาทรและมีการแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
- กองทุนแม่ของแผ่นดิน ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมยึดเหนี่ยวจิตใจคนในชุมชนให้มีความปึกแผ่นยิ่งขึ้นในทุก ๆ ด้านและสามารถขัดเกลาเยาวชนในชุมชนไม่ให้เกิดความขัดแย้งสร้างความเข้าใจของคนในชุมชนและกองทุนแม่ยืนหยัดได้อย่างต่อเนื่อง
- จัดให้มีการทอดผ้าป่าระดมทุนและการระดมทุนให้กับกองทุนแม่ของแผ่นดินในหลาย ๆ รูปแบบ
- เยาวชนได้รับการเอาใจใส่ดูแล จากกองทุนแม่ของแผ่นดินสามารถลดช่องว่างและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานราชการต่างๆ  รวมทั้ง เกิดความใกล้ชิดสนิทสนม ระหว่างผู้ใหญ่ต่อเยาวชนหรือวัยรุ่น มีความตั้งใจที่จะพัฒนาบ้านภูเขาทองในทุก ๆ ด้าน

๒. บทเรียนการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินที่สำคัญ

ประเด็นสำคัญ
วิธีการที่ทำให้หมู่บ้านประสบผลสำเร็จและก่อให้เกิดความรู้และนวัตกรรมและการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดที่สามารถถ่ายทอดการเรียนรู้เป็นแบบอย่างได้
การก่อเกิดกลุ่ม
เกิดจากความพยายามด้วยความเสียสละและบริสุทธิ์ใจของบุคคลในหมู่บ้าน  และการได้รับการสนับสนุบจากหน่วยงานภายนอกที่จะน้อมนำกองทุนแม่ของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงต่อคนในหมู่บ้าน
การดำเนินงานคณะกรรมการ
คณะกรรมการเข้ามาบริหารงานด้วยความสมัครใจ  และพร้อมที่จะเสียสละเวลาส่วนตน เพื่อรับผิดชอบมวลสมาชิก ๑ ต่อ  ๔ คน
การกำหนดกฎกติกา
คณะกรรมการและสมาชิกยึดมั่นในกฎกติกาที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด  และพร้อมที่จะกำหนดกฎสำรองไว้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
การจัดการกองทุน
มีการใช้ทุนในการดำเนินกิจกรรมและพร้อมที่จะระดมทุนในหลาย  ๆ รูปแบบ เพื่อให้กองทุนได้เพิ่มพูนและสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง
การจัดกิจกรรม
มีการจัดกิจกรรมโดยให้เยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วม  และกิจรรมนั้น บ่งบอกถึงการลดช่องว่างระหว่างวัย และน้อมนำพระบรมรโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัว  เพื่อให้การที่ดำเนินการบรรลุผลสำเร็จ

๓.การประยุกต์ใช้ความรู้ของการการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินเพื่อให้เกิดความรู้และปัญญา
๓.๑ มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ด้วยการพูดคุย เอกสาร และเว็บไซต์
๓.๒ มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับกองทุนแม่ของแผ่นดินของหมู่บ้านอื่นๆ
๓.๓เป็นวิทยากรที่มีประสบการณ์ตรงวบรรยายเรื่องกองทุนแม่ของแผ่นดิน

๔.ภาพกิจกรรม