Friday, 18 May 2018

ข้อสั่งการโครงการไทยนิยม ยังยืน เวทีครั้งที่ ๔

สรุปข้อสั่งการ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบแนวทางการลงพื้นที่ ครั้งที่ ๔ ของทีมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ระดับตำบล/ชุมชน ผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกล (Video Conference) เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง ฯลฯ เข้าร่วมประชุมด้วย  

สรุปแยกประเด็น ได้ดังต่อไปนี้
๑. การจัดเวที ครั้งที่ ๔ ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ได้ข้อสรุปวิธีการปฏิบัติจากการสร้างการรับรู้ ให้ความเข้าใจไปแล้วในเวทีครั้งที่ ๑, ๒ และ ๓ (สร้างความปรองดอง/วิถีไทยวิถีพอเพียง/ประชาธิปไตย/แก้ปัญหายาเสพติด/สร้างอาชีพรายได้)
๒. ให้สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามแนวทางประชารัฐ
๓. โครงการหมู่บ้านะสองแสนบาท/ให้ทบทวน เน้นทำโครงการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ได้ ๗๐% ของจำนวนโครงการทั้งหมด
๔. โครงการด้านสาธารณูปโภคให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับไปดำเนินการและใช้เงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๕. การบริหารโครงการให้โปร่งใส ให้เรียบร้อย ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมแบบประชารัฐ
๖. รัฐบาลต้องการให้ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นหลัก การดูแลคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องรอง
๗. ให้พื้นที่คัดกรองโครงการให้สอดรับกับนโยบายเพิ่มงานเพิ่มรายได้ของรัฐบาล
๘. ไทยนิยม ยั่งยืน ถึงตอนนี้ ขอให้เป็นการปฏิบัติแล้วเพราะมีงบประมาณลงไปในพื้นที่แล้ว (๒๐๐,๐๐๐ บาท/๓๐๐,๐๐๐ บาท/งบท่องเที่ยวชุมชน/งบพัฒนาการเกษตร ๓๐๐,๐๐๐ บาท/งบ ก.แรงงาน)
๙. ผู้ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ทีมตำบลสำรวจไว้ก่อนทำเป็นข้อมูลไว้แล้วจะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป
๑๐. ให้เน้นการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของชุมชนตลอดทั้งความสงบสุขความปลอดภัยในชุมชน 

Friday, 4 May 2018

ปฏิรูปรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0" เลิกใช้ "สำเนาบัตร ปชช.-ทะเบียนบ้าน"

ข่าวดี !! เลิกใช้ "สำเนาบัตรปชช.-ทะเบียนบ้าน" ส.ค.นี้
ข่าวทั่วไป คม ชัด ลึก :  30 เม.ย. 2561 


"บิ๊กตู่" นั่งปธ.ถก "ขับเคลื่อนปฏิรูปรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0" เลิกใช้  "สำเนาบัตร ปชช.-ทะเบียนบ้าน" ส.ค.นี้ พร้อมเตรียมคนไทยสู่ทศวรรษที่ 21

30 เมษายน 2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0  
           
โดยที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าในประเด็นการปฏิรูประบบราชการ การพัฒนาและรังสรรค์นวัตกรรมรูปแบบใหม่ อาทิ การแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าและการใช้ประโยชน์พื้นที่จังหวัดน่าน โดยจะขอคืนพื้นที่ร้อยละ 18 จากพื้นที่ป่าทั้งหมด และอีกร้อยละ 10 ที่เหลือ ให้ประชาชนสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ โดยพื้นที่ยังเป็นป่าของรัฐ เพื่อลดการบุกรุกป่าอนุรักษ์



นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้า การดำเนินงานของสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) โดยจะแจ้งตำแหน่งจุดให้บริการประชาชนประมาณ 40,000 คน ในเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ในเดือนสิงหาคมจะยกเลิกสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน จากหน่วยงานรัฐที่ให้บริการ พร้อมเปิดใช้แอพพลิเคชั่น บอกข้อมูลการให้บริการของรัฐแก่ประชาชน
           
จากนั้นในเดือนตุลาคมนี้ จะเริ่มยกเลิกสำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล ก่อนที่ในเดือนมกราคม 2562 จะเปิดใช้ระบบการประเมินผลความพอใจของประชาชนต่อการรับบริการ ส่วนประเด็นการเตรียมคนไทยสู่ทศวรรษที่ 21 ที่ประชุมรับทราบการดำเนินการสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิดสำหรับคนไทย 5 ด้าน คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตสาธารณะ และรับผิดชอบ

ดีเดย์ 5 มิ.ย. ปักหมุดสถานที่ราชการไม่ใช้สำเนาเอกสาร


"วิษณุ" เผย 5 มิ.ย. ดีเดย์ "นายกฯ" ปักหมุดสถานที่ราชการไหน ปลอดสำเนาเอกสาร ระบุ ปชช. ตรวจสอบง่ายในแอพมือถือ
เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมชี้แจงการดำเนินการ โครงการพัฒนาระบบการประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการของหน่วยงานรัฐ และการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการ
นายวิษณุ กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลได้ผลักดันเรื่องรัฐบาลดิจิทัลเพื่ออนาคตประเทศไทย (Digital Government) เพื่อจะจัดระบบการบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะปรับปรุงระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐให้ใกล้เคียงกับไทยแลนด์ 4.0 โดยมีหัวใจหลักๆมีอยู่ 3 ข้อประกอบด้วย 1.การนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการทำงานในระบบราชการให้มากที่สุด 2.เชื่อมโยงข้อมูลของส่วนราชการ ระหว่างกรมต่อกรม ส่วนกลางไปสู่ภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน และ 3.เปิดให้ประชาชน มีส่วนร่วม และแสดงความเห็นต่อการทำงาน โดยในวันที่ 5 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. จะเปิดงานปักหมุดบอกว่าสถานที่ราชการแห่งใดเวลาไปติดต่อราชการไม่ต้องเอาเอกสารอะไรไปด้วย โดยจะแสดงในแอพพลิเคชั่นมือถือของประชาชนว่าแต่ละสถานที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มากน้อยแค่เพียง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ง่ายในโทรศัพท์มือถือ
นายวิษณุ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการเห็น คืออยากให้ส่วนราชการทุกแห่งเข้าใจเรื่องนี้ เมื่อเข้าใจกระบวนการ วิธีทำงาน และความต้องการของรัฐบาล ก็จะเข้าถึงเมื่อเข้าถึงแล้วจะนำมาสู่ความพึงพอใจของประชาชนที่มาติดต่อราชการเขาอยากได้ความสะดวก ความสบาย ความรวดเร็ว และการพูดจาไพเราะอ่อนหวาน และความมุ่งหมายของประเทศไม่ใช่ความมุ่งหมายของรัฐบาลหรือ พล.อ.ประยุทธ์เพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งนี้ส่วนจะถือเป็นการปฏิรูประบบราชการหรือไม่นั้น การปฏิรูปมีอยู่แล้ว ซึ่งยุคนี้ต้องมีการปฏิรูปใหญ่ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนบังคับไว้ และใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องทำ พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ต้องทำ!       

Saturday, 14 April 2018

งานบูรณาการประสบผลสัมฤทธิ์น้อย

หลักการ
การบูรณาการ (integration) การปฏิบัติงานเป็นองค์รวม (holistic) มีโครงสร้างองค์การเฉพาะกิจ (adhoc/adhocracy) แบบผสม (matrix organization)

เราคุ้นเคยกับคำนี้ ตั้งแต่มีนโยบายผู้ว่า CEO ต่อมามีการจัดทำโครงการและให้มีการทำงานในลักษณะบูรณาการ  โดยคิดว่า งานในระดับพื้นที่ไม่สามารถทำงานเก่งคนเดียวได้ การทำงานต้องไม่มี hero ไม่มี one man show แต่ยังขาดการคำนึงถึงเหตุปัจจัยและเงื่อนไขที่ประสบผลสัมฤทธิ์น้อย ดังต่อไปนี้
๑. คณะกรรมการอำนวยการ/บริหาร ขาดการเป็น catalyst ที่ดี
    - authority
    - liaison
๒. งบประมาณในระดับอำเภอไม่ใช่แบบ lump sum 
๓. การให้หลายหน่วยงานบูรณาการงบ เพื่อให้เกิดการบูรณาการงานด้วยนั้น หมิ่นเหม่ต่อการใช้งบประมาณทับซ้อน (สตง.ไม่อนุญาต)
๔. เจ้าหน้าที่มีภารกิจงานประจำ บางครั้งไม่สามารถมาทำงานโครงการ/กิจกรรมร่วม
๕. ผู้บริหารระดับสั่งการไม่ได้คำนึงถึง
    - ความสมดุลของ คน เงิน งาน คือ สั่งให้ทำงาน แต่ไม่มีงบให้ และผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงพอ
    - กระบวนระบบในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แต่ละภาคส่วนขัดกันเชิงโครงสร้าง
    - ขาดการประเมินผลหรือถอดบทเรียนที่ไม่มี bias
    - งานที่สั่งการไม่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ (FS: Feasibility Study) ไม่มี Pilot Project เป็นงานประเภทลองผิดลองถูก (Trial & Error)

การทำงานในลักษณะการบูรณาการในอดีตที่ประสบผลสำเร็จก็มี แต่ในขณะนั้น ยังไม่ได้นำคำว่า “บูรณาการ” มาเรียก เช่น การปฏิบัติงานของหน่วยงาน ปจว. ของ กอ.รมน.จว. รวบรวมบุคลากรของหลายหน่วยงานลงพื้นที่ทำงานปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) 

ปัจจุบันงานลักษณะบูรณาการ คือ ศอ.บต. และ อปท. โดยมีบุคลากรหรือมีเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนมาทำงานในที่เดี่ยวกัน ส่วนปัญหา/อุปสรรค คือ งานทับซ้อนหน่วยงานภูมิภาค มีความขัดกันเชิงโครงสร้างทางการบริหารในบางประเด็น จึงเกิดปรากฎการณ์หน่วยงานที่มีงบประมาณ ไม่มีคนทำงาน หน่วยงานที่ไม่ค่อยมีงบประมาณถูกบังคับให้ทำงาน หน่วยงานที่มีทั้งงบประมาณและมีคนทำงาน แต่กฎหมายไม่อนุญาตเพราะไม่ใช่หน้าที่

สรุปให้จำง่าย ๆ ว่า “การบูรณาการงาน” ประสบผลสัมฤทธิ์น้อยนั้น เพราะขาดการดูแลจากผู้บริหารระดับสั่งการ เพราะฉะนั้น “บู” อย่างเดียวไม่ได้ ต้อง “ดู” ด้วย ต้องมีทั้ง บู และ ดู จะได้เรียกคำจดจำง่าย ๆ คือ “บูดู”

Tuesday, 10 April 2018

การปฏิรูปประเทศไทย ทำไมต้องมีแผนและระยะเวลานานถึง ๕ ปี?

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากแบบดั้งเดิมแล้วหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วกะทันหัน เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการออกกฎหมายมาบังคับใช้ เปลี่ยนแปลงแบบมีกำหนดทิศทาง ฯลฯ เป็นต้น ล้วนมีคำเรียกขานเฉพาะทั้งไทยและเทศ พอสรุปได้ดังนี้
๑. การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปตามยถากรรม เรียกว่า “วิวัฒนาการ (Evolution)
๒. การเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วกะทันหัน เรียกว่า “การปฏิวัติ (Revolution)” หรือ “รัฐประหาร (Coup d'état)
๓. การเปลี่ยนแปลงแบบใช้กฎหมายบังคับ เรียกว่า “การปฏิรูป (Reformation)"
๔. การเปลี่ยนแปลงมีการวางแผนหรือกำหนดทิศทางที่ชัดเจน เรียกว่า “การพัฒนา (Development)

นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน นั่นคือ “ปฏิทิน (Calendar)

แต่เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๑ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม ๑๓๕ ตอน ๒๔ ก รวม ๖ เรื่อง ดังนี้
๑.ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน]ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล
๒.ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ[ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม] ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล
๓. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านเศรษฐกิจ] ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล
๔. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม] ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล 
๕. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม]ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล
๖. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การประกาศแผนการปฏิรูปประเทศ [ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ] ดูรายละเอียด คัดลอกข้อมูล 




หมายความว่า

การปฏิรูปประเทศไทย มีการใช้แผนอย่างชัดเจนและแผนนั้นต้องรอถึง ๕ ปี ในความคิดส่วนตัวแล้ว ชื่อคำว่า “ปฏิรูป” ก็จริง เหตุไฉนต้องมีแผนและระยะเวลาทั้ง ๕ ปีด้วย เท่ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ... นั่นไม่ใช่ปฏิรูปครับท่าน ชื่อนั่นไม่สำคัญเท่ากับเนื้อหาสารัตถะและวิธีการปฏิบัติ... เป็นแผนการพัฒนาประเทศโดยทั่วไป แต่เน้นเฉพาะด้านพัฒนาด้านการเมือง ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพราะการกำหนดแผนและมีระยะเวลาที่แน่นอน


เมื่อมีแผน... การที่จะนำแผนไปสู่การปฏิบัติ (Implement) ได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติหรือข้าราชการประจำแล้วล่ะครับ... อีก ๕ ปี รัฐบาลท่านจะถึงหรือเปล่า... ปัญหาประเทศไทยโดยเฉพาะการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างของหน่วยงานของรัฐที่ขัดกัน (Public Administrative Structural Conflict) ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น/ท้องที่ ส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค จังหวัด/อำเภอ/ตำบล ก็ยังเหมือนเดิม ไม่ได้รับการแก้ไขครับ... ความซ้ำซ้อน ซ้ำซาก ซ้ำเสริม และความไม่สมดุลของคน เงิน งาน ระบบ ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย ๔.๐ ก็ยังเป็นสุญญากาศอยู่ดีครับ
ข้อเสนอ
ถ้าใช้คำว่า “ปฏิรูป” คือ Reformation หรือ Transformation หมายถึง การปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานของรัฐนะครับ มิใช่เป็นคำที่แปลกประหลาดน่าสยองขวัญ อาทิเช่น จากที่มีอธิบดี การตัดสินใจอยู่ที่คนเดียว เปลี่ยนเป็นเลขาธิการ การตัดสินใจอยู่ในรูปองค์คณะ มีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ... หน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อน ซ้ำซาก ซ้ำเสริม นำมาควบรวม (Merge) อาจควบงานหรือควบหน่วยงาน หน่วยงานที่มีงานรับผิดชอบหลายงาน ทำให้หน่วยงานโตไม่สมส่วน เทอะทะ อุ้ยอ้าย ก็นำมาแยกส่วน (Split) เป็นหน่วยงานใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดความสมดุลระหว่าง คน เงิน งาน ระบบ...
รัฐบาลท่านต้องออกกฎหมายบังคับใช้เลยครับ เพราะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เร็วขึ้นกว่าการพัฒนา และช้ากว่าการปฏิวัติรัฐประหาร แต่มีความชอบธรรมสูงโดยมอบหมายหน้าที่นี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนหลัก ... ไม่ใช่มอบหน้าที่นี้ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ เพราะจะได้แค่แผน สภาพัฒน์ถนัดทำแผน และไม่มีมาตรการในการปฏิบัติ ... การนำไปสู่การปฏบัติเป็นเรื่องของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดด้วยพระราชกฤษฎีกา ... ด้วยการถอดบทเรียนจากข้อมูลปัญหาอุปสรรคที่มีอยู่แล้ว...  ไม่ต้องรอให้แต่ละหน่วยงานปฏิรูปตนเองตามแผนปฏิรูปที่รัฐบาลกำหนดครับ เพราะทำมานานแล้ว ให้แต่ละหน่วยงานเสนอยุทธศาสตร์ วิเคราะห์ BSC (Balanced Scored Card) มีการกำหนด Value Chain จัดทำกะลากะปิ (KRA: Key Result Area, KPI: Key Performance Indicator) มีการประเมินตนเอง แล้วรายงานให้รัฐบาลทราบ (SAR: Self Assesment Report)... จ้างบริษัท TRIS ร่วมกับสถาบันการศึกษามาประเมินอีก... สุดท้ายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แถมภาระงานเพิ่มขึ้น การทำงานลดลง กระดาษรายงานเพิ่มขึ้น... ผู้รับบริการ/ประชาชนถูกทอดทิ้ง 
วิธีเดียวครับ... การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย คือ ปฏิรูป ด้วยการออกกฎหมาย... แก้ไข/ปรับปรุง พระราชกฤษฎี แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ส่วนราชการ..................พ.ศ................ แล้วค่อยออกแผนพัฒนาหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับการปฏิรูป หรือให้ใช้แผนปฏิรูปประเทศทั้ง ๖ เรื่อง ที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานนั่น ๆ  
สิ่งที่กำลังวิพากษ์ คือ แผนพัฒนา/แผนเชิงรุก/แผนกลยุทธ์/แผนยุทธศาสตร์/แผนแม่บท .... สุดแท้แต่จะเรียกครับ...  ซึ่งจะทำให้คำว่า "ปฏิรูป" เป็นการปรับเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ดูห่างไกลออกไป... 
ส่วนแผนดำเนินการ (Operational planning) หรือ แผนปฏิบัติการ (Action Plan) นั้น  ... จะต้องมีอยู่แล้วทุกงาน/ทุกกิจกรรม ... จะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่เขียนก็ได้... มีทั้งแผนหลัก แผนรอง/แผนทางเลือก...  แบบทางการและไม่เป็นทางการ 
...การคิดเป็นวนลูปตั้งแต่ Providing - > Formulating -> Implementing -> Evaluating - กลับไปยัง -> Providing ...
ตัวอย่าง การขายขนมครกก็ต้องมีแผนธุรกิจด้วยนะครับ... อย่างน้อยก็แผน ๑ หน้ากระดาษที่นิยมแนะนำให้ผู้ประกอบการทำอยู่ (BMC : Business Model Canvas) ครับ!
ฉะนั้น เมื่อได้กำหนดว่าจะปฏิรูปประเทศก็ต้องออกแผนดำเนินการ/ปฏิบัติการให้เห็นเป็นรูปธรรม หลังจากนั้น ออกพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการใหม่ในส่วนหน่วยงานราขการที่มีความขัดกันเชิงโครงสร้างให้ตอบสนองการแก้ปัญหาประเทศชาติและประชาชน ที่เป็นทั้งทุกข์ของชาวบ้านและทุกข์ของชุมชน ก็เป็นการปฏิรูปแล้วครับท่าน!
สรุป 
การปฏิรูป คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยใช้กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดการปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะโครงสร้างของหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ที่มีความขัดกันเชิงบริหารจัดการให้เป็นรูปธรรมและตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ 
ส่วน การพัฒนา คือ การเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยใช้แผนและการนำแผนไปสู่การปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม

พัฒนาการสังคมไทย

พัฒนาการสังคมไทย
โดย ดุจฤดี คงสุวรรณ์

การศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของผู้คนในดินแดนต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย เริ่มขึ้นโดยชาวตะวันตกซึ่งใช้วิธีการค้นคว้า คือ เดินทางไปสำรวจด้วยตนเอง สอบสวนค้นคว้าทางภาษา การแต่งกาย ความเป็นอยู่ สภาพบ้านเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและอื่น ๆ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากประจักษ์พยานไปประมวลเป็นงานเขียนหรือรายงานการสำรวจ และอีกวิธีคือ สืบค้นนำข้อมูลที่ได้จากประจักษ์พยานไปประมวลเป็นงานค้นคว้าของชาวต่างประเทศที่เรียบเรียงไว้ ดังนั้นวิธีการดังกล่าวรวมทั้งการศึกษาค้นคว้าของคนไทยได้ก่อให้เกิดความหลากหลายในทัศนะเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของคนไทย ตามที่กาญจนา ละอองศรี ได้นำเสนอสมมุติฐานเกี่ยวกับชนชาติไท (ไทย) ไว้ในหนังสือชื่อ “กว่าจะเป็น คนไทย” (2531) ดังนี้ 
👂สมมุติฐานที่ 1 เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไท (ไทย) อยู่บริเวณมณฑลเสฉวน ตอนกลางของประเทศจีน แล้วอพยพลงมาทางตอนใต้ เข้าสู่แคว้นสุวรรณภูมิ ผู้ที่มีความเชื่อในกลุ่มนี้ คือ เตเรียน เดอลาคูเปอรี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาอนุมานราชธน และหลวงวิจิตรวาทการ 
👂สมมุติฐานที่ 2 เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณเขาอัลไต ทางตอนเหนือของประเทศจีน อพยพลงเข้าสู่ตอนกลางของประเทศจีนและเข้าสู่สุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ คือ หมอสอนศาสนาอเมริกันชื่อวิลเลียม คลิพตัน ด็อดด์ ได้เดินทางไปสำรวจโดยเริ่มจากเชียงราย เชียงตุง สิบสองปันนา ยูนนาน กวางสี กวางตุ้ง ผลจากการสำรวจอยู่ในงานเขียนเรื่อง “เผ่าไทย: พี่ใหญ่ของจีน” (The Thai Race: The Elder Brother of Chinese) งานเขียนนี้สรุปว่าไทยสืบเชื้อสายมาจากมองโกล นักวิชาการไทยที่ได้สืบทอดแนวความคิดมาเขียนเพิ่มเติม คือ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนนาคพันธ์) ได้เขียนหนังสือชื่อ “หลักไทย” ซึ่งเป็นวรรณคดีของราชบัณฑิตยสภาในปี พ.ศ.2471 โดยสรุปว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต แนวความคิดนี้นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันไม่ยอมรับเพราะไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน 
👂สมมุติฐานที่ 3 เชื่อว่าไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณตอนใต้ของจีนและทางเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนแคว้นอัสสัมของอินเดีย ผู้ที่มีแนวคิดเช่นนี้ คือ นักสำรวจชาวอังกฤษ ชื่อ อาร์ชิบัล อาร์ โคลกุน (Archibal R.Colauhoun) ได้เดินทางสำรวจจากกวางตุ้งไปยังมัณฑเลย์ในพม่าและได้เขียนหนังสือชื่อ “ไครซ์” (Chryse) ได้พบว่ามีคนเชื้อชาติไทยได้อาศัยอยู่บริเวณนี้ ต่อมา อี เอช ปากเกอร์ (E.H.Parker) เขียนบทความเรื่อง “น่านเจ้า” สนับสนุนว่าเป็นอาณาจักรของคนไทย นักประวัติศาสตร์ไทยที่เชื่อว่าไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณตอนใต้ของจีน คือ ศาสตราจารย์ขจร สุขพาณิช และจิตร ภูมิศักดิ์  
👂สมมุติฐานที่ 4 เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คืออยู่บริเวณทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยหรือในอินโดจีน หรือบริเวณคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะต่าง ๆ ในอินโดนีเซีย โดยศึกษาทางการแพทย์ด้านความถี่ของยีน กลุ่มเลือดและฮีโมโกลบิน คือ นายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบูรณ์ นายแพทย์ประเวศ วะสี และ ผศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณควบคู่ไปกับการศึกษาโดยใช้หลักพันธุศาสตร์ตรวจสอบความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบว่า บรรพบุรุษของคนไทยนั้นมีความคล้ายคลึงกันทางพันธุกรรมกับกลุ่มคนพื้นเมืองดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากนั้นยังพบว่าวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความคล้ายคลึงกันในหลายๆเรื่อง เช่นการใช้กลองมโหระทึกในพิธีกรรมเกี่ยวกับการเกษตรกรรมในกลุ่มชาวจ้วงและกลุ่มชาติพันธุ์ไทอื่นๆ โบราณวัตถุที่เป็นสำริด – เหล็ก ประเพณีฝังศพครั้งที่สอง ระบบความเชื่อเกี่ยวกับขอฝนและบูชาสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เช่นกบ วัฒนธรรมหม้อสามขา (สุจิตต์ วงศ์เทศ, 2550)

นอกจากความคล้ายคลึงกันเกี่ยวกับวัฒนธรรมข้างต้นแล้วยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับการเคลื่อนไหวทางทะเล – ทางบก ว่าถิ่นฐานของชนชาติไท (ไทย) กระจายอยู่ตามลุ่มน้ำสำคัญทางตอนใต้ของจีนหรือทางตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายไปมาผสมกลมกลืนกับกลุ่มชนพื้นเมือง (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2529) โดยครั้งแรกในการเคลื่อนย้ายเป็นการกระจายตามแนว “ตะวันออก – ตะวันตก” (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2536) เรียกว่า “ไทยน้อย” กับ “ไทยใหญ่” โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแกนกลาง พวกไทยน้อยอยู่ทางตะวันออก ส่วนพวกไทยใหญ่อยู่ทางตะวันตก ต่อจากนั้นจึงขยายตัวลงตามแนว “เหนือ – ใต้” กลายเป็นพวก “ไทยสยาม” มีการผสมกลมกลืนกับบรรดาชนชาติและชนเผ่าอื่น ๆ จนเกิดเป็นรัฐและอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลอินเดียในเวลาต่อมา เหตุการณ์การเคลื่อนย้ายข้างต้นนั้นทั้งศรีศักร วัลลิโภดม และ สุจิตต์ วงษ์เทศ กล่าวไว้ว่าเกิดขึ้นประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว (ศรีศักร วัลลิโภดม และ สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2534)

สมมุติฐานที่ 5 เชื่อว่าคนไทยอยู่ที่บริเวณประเทศไทยปัจจุบัน สมมุติฐานนี้มีความต่อเนื่องจากสมมุติฐานที่ 4 ข้างต้น กล่าวคือเป็นการศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดีร่วมกับหลักฐานทางวัฒนธรรมอื่นๆ นักคิดในกลุ่มนี้ได้แก่ ควอริชท์ เวลส์ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร และศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี หลักฐานทางโบราณคดีที่นำมาใช้ในการศึกษาได้แก่โครงกระดูกมนุษย์ที่ขุดค้นพบ ณ อำเภอบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยวิธีการเปรียบเทียบกับโครงกระดูกของคนไทยในปัจจุบัน (ปี 2525) สรุปว่ามีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันทั้งในเรื่องความสูง พยาธิสภาพ ประเพณีเกี่ยวกับการแต่งฟัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามสมมุติฐานเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท (ไทย) ก็ยังไม่อาจสรุปได้จำต้องมีการศึกษาค้นคว้าต่อไปทั้งนี้เพื่อสร้างความสมานฉันท์ระหว่างคนไท (ไทย) บนผืนแผ่นดินไทยด้วยกันเอง ทั้งนี้เป็นเพราะคำว่า “ไทย” นั้นเพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรกในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้เปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม” เป็น “ประเทศไทย” พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศขึ้นมาใหม่ โดยให้ความสำคัญเฉพาะ “ชนชาติไทย” เป็นหลัก แต่ละเลยความสำคัญของ “ดินแดน” และ “ผู้คน” ซึ่งประกอบด้วยชาวพื้นเมืองดั้งเดิมและกลุ่มชนชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่เข้ามาผสมกลมกลืนจนกลายเป็น “ชาวสยาม” หรือ “คนไทย” สืบมาถึงปัจจุบัน ฉะนั้น บรรพชนของ “คนไทย” ทุกวันนี้คือ “ชาวสยาม” ที่ประกอบไปด้วยเม็ง-มอญ ขอม-เขมร ลวะ-ละว้า ข่า-ข้อย ลาวและ “แขก” อย่างมาเลย์-จามรวมทั้งเจ๊ก-จีน ฯลฯ คนพวกนี้เกือบทั้งหมดมีถิ่นฐานเป็นคนพื้นเมืองอยู่ในดินแดนประเทศไทยนี้มาแต่ดั้งเดิม ส่วนน้อยมาจากที่อื่น แต่ก็อยู่ที่นี่มาช้านาน แล้ว

เพราะฉะนั้นบรรพชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากที่ไหนแต่อยู่ที่นี่ แม้ว่าวันนี้จะมีชนชาติไทยกระจายอยู่นอกประเทศแต่พวกนั้นก็ไม่ได้อพยพหลบหนีการรุกรานมาจากไหน ล้วนมีถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแต่ดั้งเดิมอย่างน้อยเป็นเวลากว่า 3,000 ปีมาแล้ว


การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

การเปลี่ยนแปลง (Change) คือ การทำให้สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่เดิม ไม่เจาะจงว่าเป็นแบบวิธีใด ไม่เจาะจงทิศทาง หรืออัตราความเร็ว เช่น การแลกเปลี่ยนเงิน, สังคมเปลี่ยน, ลมเปลี่ยนทาง, การเปลี่ยนเกียร์รถ (วรทัศน์, 2548)

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change) หมายถึง การที่ระบบสังคม กระบวนการแบบอย่างหรือรูปแบบทางสังคม เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบครอบครัว ระบบการปกครองได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้อาจจะเป็นไปในทางก้าวหน้าหรือถดถอย เป็นไปได้อย่างถาวรหรือชั่วคราว โดยการวางแผนให้เป็นไปหรือเป็นไปเอง และที่เป็นประโยชน์หรือให้โทษก็ได้ทั้งสิ้น (ราชบัณฑิตยสถาน, 2524) ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชน, แผนพัฒนา, ความทันสมัย, การพัฒนาสังคม, ผลกระทบต่อสังคม, การเปลี่ยนแปลง, การพัฒนา, สังคมเปลี่ยนแปลง, การพัฒนาสังคมของชุมชน

องค์ประกอบของโครงสร้างทางสังคม
1. ความสัมพันธ์ทางสังคม
2. ค่านิยม
3. ความเชื่อ
4. อัตลักษณ์
5. ระบบความรู้

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 ด้าน
1. ด้านเศรษฐกิจ
2. ด้านสังคม
3. ด้านวัฒนธรรม

ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
1. สภาพแวดล้อม ธรรมชาติ และประชากร
2. การพัฒนาเศรษฐกิจ
3. ทัศนคติ/ความเชื่อของคนในสังคม
4. การเคลื่อนไหวทางสังคม
5. กระบวนการทางวัฒนธรรม
6. การประดิษฐ์ คิดค้นสิ่งใหม่ๆ

รูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
1. การเปลี่ยนแปลงแบบเส้นตรง เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จากสังคมที่มีความเจริญอารยธรรมขั้นต่ำไปสู่สังคมที่มีความเจริญของอารยธรรมระดับสูงขึ้นต่อไป
2. การเปลี่ยนแปลงแบบวัฏจักร เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่มีความสม่ำเสมอ ค่อยๆ เจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จนถึงที่สุดก็จะเสื่อมสลายไป

ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถจำแนกและแบ่งกลุ่ม ได้ดังนี้
1. ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary Theory) เป็นแนวความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการทางชีววิทยาของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ซึ่งกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ จากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง ในลักษณะที่มีการพัฒนาและก้าวหน้ากว่าขั้นที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีรูปแบบ เรียบง่ายไปสู่รูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น และมีความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นสังคม ที่มีความสมบูรณ์

Auguste Comte (ค.ศ. 1798 – 1857) เสนอว่า สังคมมนุษย์มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ (Knowledge) ผ่าน 3 ขั้นตอนตามลำดับ คือ จากขั้นเทววิทยา (Theological stage) ไปสู่ขั้นอภิปรัชญา (Metaphysical stage) และไปสู่ขั้นวิทยาศาสตร์ (Positivistic stage)
Lewis Henry Morgan (ค.ศ. 1818 – 1881) เสนอว่า สังคมจะมีขั้นของการพัฒนา 3 ขั้นคือ จากสังคมคนป่า (Savage) ไปสู่สังคมอนาอารยชน (Barbarian) และไปสู่สังคมอารยธรรม (Civilized)

Herbert Spencer (ค.ศ. 1820 – 1903) เสนอว่า วิวัฒนากรของสังคมมนุษย์เป็นแบบสายเดียว (Uni-linear) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลมีจุดกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันด้วยและมารวมกันด้วยกระบวนการสังเคราะห์ (Synthesis) ทำให้เกิดพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น การพัฒนาของสังคมจะมีวิวัฒนาการเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ กล่าวคือ มนุษย์ที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดีจะมีชีวิตอยู่รอดตลอดไป และนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นต่อไป

Ferdinand Tonnies (ค.ศ. 1855 – 1936) เสนอว่า สังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมแบบ Gemeinschaft (Community) ไปสู่สังคมแบบ Gesellschaft (Society, Groups)

Robert Redfield (ค.ศ. 1857 – 1958) เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมจะเริ่มจากสภาพของสังคมชาวบ้าน (Folk) เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบเมือง (Urban)

ต่อมาแนวความคิดในการสร้างทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบสายเดียว (Uni-linear) ที่เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมต้องเปลี่ยนผ่านแต่ละชั้นที่กำหนดไว้ ได้รับการโต้แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคม น่าจะมีวิวัฒนาการแบบหลายสาย (Multi-linear) เพราะแต่ละสังคมมีจุดกำเนิดที่แตกต่างกัน มีรูปแบบของสังคมที่แตกต่างกัน หรือแม้ว่าสังคมที่มีรูปแบบที่เหมือนกันแต่อาจจะมีสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันก็เป็นได้

2. ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict Theory) เป็นแนวความคิดที่มีข้อสมมุติฐานที่ว่า พฤติกรรมของสังคมสามารถเข้าใจได้จากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ และบุคคลต่างๆ เพราะการแข่งขันในการเป็นเจ้าของทรัพยากรที่มีค่าและหายาก
Karl Marx (ค.ศ. 1897 – 1958) มีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงของทุกๆ สังคม จะมีขั้นตอนของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ 5 ขั้น โดยแต่ละขั้นจะมีวิธีการผลิต (Mode of Production) ที่เกิดจากความสัมพันธ์ของอำนาจของการผลิต (Forces of production) ซึ่งได้แก่ การจัดการด้านแรงงาน ที่ดิน ทุน และเทคโนโลยี กับความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิต (Social relation of production) ซึ่งได้แก่ เจ้าของปัจจัยการผลิตและคนงานที่ทำหน้าที่ผลิต แต่ในระบบการผลิตแต่ละระบบจะมีความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตกับผู้ใช้แรงงานในการผลิต ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างของสังคม (Substructure) และเมื่อโครงสร้างส่วนล่างมีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลทำให้เกิดการผันแปรและเปลี่ยนแปลงต่อโครงสร้างส่วนบน
ของสังคม (Superstructure) ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคม เช่น รัฐบาล ครอบครัว การศึกษา ศาสนา
และรวมถึงค่านิยม ทัศนคติ และบรรทัดฐานของสังคม ลำดับขั้นของการพัฒนาของ Marx มีดังนี้
1. ขั้นสังคมแบบคอมมิวนิสต์ดั้งเดิม (Primitive Communism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของเผ่า (Tribal Ownership) ต่อมาเผ่าต่างๆ ได้รวมตัวกันเป็นเมืองและรัฐ ทำให้กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเปลี่ยนไปเป็นของรัฐแทน
2. ขั้นสังคมแบบโบราณ (Ancient Communal) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐ (State Ownership) สมาชิกในสังคมได้รับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้
ซึ่งได้แก่ เครื่องใช้ส่วนตัวและทาส ดังนั้น ทาส (Slavery) จึงเป็นกำลังสำคัญในระบบการผลิตทั้งหมด และต่อมาระบบการผลิตได้เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าของทาสและทาส
3. ขั้นสังคมแบบศักดินา (Feudalism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของขุนนาง คือ ที่ดิน โดยมีทาสเป็นแรงงานในการผลิต
4. ขั้นสังคมแบบทุนนิยม (Capitalism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของนายทุน คือ ที่ดิน ทุน แรงงาน และเครื่องจักร โดยมีผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ผลิต
5. ขั้นสังคมแบบคอมมิวนิสต์ (Communism) กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตเป็นของทุกคน ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่มีใครเอาเปรียบซึ่งกันและกัน

ตามแนวความคิดของ Marx ลำดับขั้นของการนำไปสู่การปฏิวัติของชนชั้นล่างของสังคมเกิดจากกระบวนการดังต่อไปนี้
- มีความต้องการในการผลิต
- เกิดการแบ่งแยกแรงงาน
- มีการสะสมและพัฒนาทรัพย์สินส่วนบุคคล
- ความไม่เท่าเทียมทางสังคมมีมากขึ้น
- เกิดการต่อสู้ระหว่างชนชั้นในสังคม
- เกิดตัวแทนทางการเมืองเพื่อทำการรักษาผลประโยชน์ของแต่ละชนชั้น
- เกิดการปฏิวัติ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามแนวความคิดของMarx เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ในสังคม โดยใช้แนวความคิดวิภาษวิธี (Dialectical) ที่เริ่มจาก การกระทำ (Thesis) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการกระทำ (Antithesis) และเกิดการกระทำแบบใหม่ (Synthesis) ตามมา
Lewis A. Coser (ค.ศ. 1913 – 2003) เป็นนักทฤษฎีความขัดแย้ง ที่มองว่า ความขัดแย้งก่อให้เกิดผลทั้งด้านบวกและด้านลบ และอธิบายว่า ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ไม่มีกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีความสมานสามัคคีอย่างสมบูรณ์ เพราะความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของสภาวะหนึ่งของมนุษย์ ทั้งในความเกลียดและความรักต่างก็มีความขัดแย้งทั้งสิ้น ความขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกและทำให้เกิดความสามัคคีภายในกลุ่มได้ เพราะในกลุ่มมีทั้งความเป็นมิตรและความเป็นศัตรูอยู่ด้วยกัน Coser มีความเห็นว่าความขัดแย้งเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถทำให้สังคมเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่จากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งได้ เพราะหากสมาชิกในสังคมเกิดความไม่พึงพอใจต่อสังคมที่เขาอยู่เขาจะพยายามทำการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้น ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของเขาได้
Coser ยังเสนอว่า ความขัดแย้งยังสามารถทำให้เกิดการแบ่งกลุ่ม ลดความเป็นปรปักษ์ พัฒนาความซับซ้อนของโครงสร้างกลุ่มในด้านความขัดแย้งและร่วมมือ และสร้างความแปลกแยกกับกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น
Ralf Dahrendorf (ค.ศ. 1929 – 2009) เป็นนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันที่ปฏิเสธแนวความคิดของMarx ที่ว่า ชนชั้นในสังคมเกิดจากปัจจัยการผลิต และเสนอว่า ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมนั้นเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของสิทธิอำนาจ (Authority) กลุ่มที่เกิดขึ้นภายในสังคมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ กลุ่มที่มีสิทธิอำนาจกับกลุ่มที่ไม่มีสิทธิอำนาจ สังคมจึงเกิดกลุ่มแบบไม่สมบูรณ์ (Guasi groups) ของทั้งสองฝ่ายที่ต่างมีผลประโยชน์แอบแฝง (Latent Interest) อยู่เบื้องหลัง ดังนั้น แต่ละฝ่ายจึงต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอาไว้
โดยมีผู้นำทำหน้าที่ในการเจรจาเพื่อปรองดองผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระดับของความขัดแย้ง
ที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากหรือรุนแรงน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการและการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มที่ครอบงำ และเสนอความคิดว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นผลมาจากความกดดันจากภายนอกโดยสังคมอื่น ๆ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถควบคุมได้ด้วยการประนีประนอม
Dahrendor มีความเห็นว่าความขัดแย้งสามารถทำให้โครงสร้างมีการเปลี่ยนแปลงได้ ประเภทของการเปลี่ยนแปลง ความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง และขนาดของการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง เช่น อำนาจกลุ่ม ความกดดันของกลุ่ม

3. ทฤษฎีโครงสร้าง – หน้าที่ (Structural – functional Theory)
แนวความคิดในการพัฒนาทฤษฎีโครงสร้าง – หน้าที่ เป็นผลมาจากการนำเอาแนวความคิดทางด้านชีววิทยามาใช้ โดยอุปมาว่า โครงสร้างของสังคมเป็นเสมือนร่างกายที่ประกอบไปด้วยเซลล์ต่าง ๆ และมองว่า หน้าที่ของสังคมก็คือ การทำหน้าที่ของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแต่ละส่วนจะช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อให้ระบบทั้งระบบมีชีวิตดำรงอยู่ได้
Robert K. Merton (ค.ศ. 1910 – 2003) ได้จำแนกหน้าที่ทางสังคมดังนี้คือ หน้าที่หลัก (Manifest) หน้าที่รอง (Latent) หน้าที่ที่ไม่พึงปรารถนา (Dysfunctional) หน้าที่ของ
บางโครงสร้างของสังคมอาจมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ แต่ขณะเดียวกันคนบางส่วนอาจได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิดหรืออาจไม่ได้รับผลประโยชน์เลย ซึ่งรวมไปถึงอาจจะมีคนบางกลุ่มหรือบางส่วนของสังคมได้รับผลเสียจากการทำงานของโครงสร้างสังคมนั้นก็ได้
Emile Durkheim (ค.ศ. 1858 – 1917) มีแนวความคิดว่า หน้าที่ของสังคม คือ ส่วนที่สนับสนุนให้สังคมสามารถดำรงอยู่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับ Alfred Reginald, Radcliffe – Brown (ค.ศ. 1881 – 1951) กับ Bronislaw Malinowski (ค.ศ. 1884 – 1942) ที่มองว่าหน้าที่ทางสังคม เป็นส่วนสนับสนุนให้โครงสร้างสังคมคงอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะสังคมมีกระบวนการทางสังคมที่ทำให้สังคมเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น บรรทัดฐาน ค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี เป็นต้น
Talcott Parsons (ค.ศ. 1902 – 1979) มีแนวความคิดว่า สังคมเป็นระบบหนึ่งที่มีส่วนต่าง ๆ (Part) มีความสัมพันธ์และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ที่คงที่ของแต่ละส่วนจะเป็นปัจจัยทำให้ระบบสังคมเกิดความสมดุล (Equilibrium) ส่วนในด้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เกิดจากความสมดุลถูกทำลายลง เพราะองค์ประกอบของสังคมคือ บุคลิกภาพ (Personality) อินทรีย์ (Organism) และวัฒนธรรม (Culture) เกิดความแตกร้าว โดยมีสาเหตุมาจากทั้งสาเหตุภายนอกระบบสังคม เช่น การเกิดสงคราม การแพร่กระจายของวัฒนธรรม เป็นต้น และสาเหตุจากภายในระบบสังคมที่เกิดจากความตึงเครียด (Strain) เพราะความสัมพันธ์ของโครงสร้างบางหน่วย (Unit) หรือหลายๆ หน่วย ทำงานไม่ประสานกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงทางประชากร
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นสาเหตุทำให้ส่วนอื่น ๆ
มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งระบบก็ได้ Parsonเน้นความสำคัญของวัฒนธรรม ซึ่งรวมถึง ความเชื่อ บรรทัดฐาน และค่านิยมของสังคม คือ ตัวยึดเหนี่ยวให้สังคมมีการรวมตัวเข้าด้วยกันและเป็นตัวต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลง
ในสังคม
สรุป แนวความคิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของกลุ่มทฤษฎีโครงสร้าง – หน้าที่ มีลักษณะดังนี้
1. สังคมทั้งหมดเป็นระบบหนึ่งที่แต่ละส่วนจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน
2. ความสัมพันธ์ คือ สิ่งที่สนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล
3. ระบบสังคมเป็นการเคลื่อนไหวเข้าสู่ความสมดุล การปรับความสมดุลของระบบจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในระบบตามไปด้วยความต่อเนื่องของกระบวนการของข่าวสารจากภายในและภายนอก นอกจากนี้ทฤษฎีระบบยังมองว่า ความขัดแย้ง ความตึงเครียด และความไม่สงบสุขภายในสังคมก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีระบบมีข้อจำกัดในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เนื่องจากในการวิเคราะห์ตามทฤษฎีระบบเป็นการศึกษาเฉพาะเรื่อง จึงทำให้ไม่สามารถศึกษาความสัมพันธ์กับระบบอื่นได้อย่างลึกซึ้ง

4. ทฤษฎีจิตวิทยา – สังคม (Social – Psychological Theory)
ทฤษฎีนี้กล่าวว่า การพัฒนาทางสังคมเกิดจากการทำงานของปัจจัยทางด้านจิตวิทยาที่เป็นแรงขับให้ประชาชนมีการกระทำ มีความกระตือรือร้น มีการประดิษฐ์ มีการค้นพบ มีการสร้างสรรค์ มีการแย่งชิง มีการก่อสร้าง และพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ภายในสังคม นักสังคมวิทยาที่ใช้ปัจจัยทางด้านจิตวิทยาอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มีดังนี้
Max Webber (ค.ศ. 1864 – 1920) เป็นนักสังคมวิทยาคนแรกที่ใช้หลักจิตวิทยามาใช้
ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และในผลงานที่ชื่อว่า The Protestant Ethic and the Spirit of Capitalism เสนอว่า การพัฒนาในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ตามลัทธิทุนนิยม มีสาเหตุมาจากปัจจัยด้านจิตวิทยา ที่เกิดขึ้นหลังสมัยศตวรรษที่ 16 เมื่อในยุโรปตะวันตกมีการแพร่กระจายคำสอนของศาสนาคริสต์ ลัทธิโปรแตสแตน (Protestant Ethic) ที่สอนให้ศาสนิกชนเกิดจิตวิญญาณแบบทุนนิยม (Spirit of Capitalism) เป็นนักแสวงหาสิ่งใหม่ มุ่งสู่ความสำเร็จเพื่อให้เกิดการยอมรับ ทำงานหนักเพื่อสะสมความร่ำรวย เก็บออมเพื่อนำไปใช้ในการลงทุน สร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง

Weber ยังเสนอว่า การพัฒนาของจิตวิญญาณแบบทุนนิยมทำให้เกิดลัทธิความมีเหตุผล (Rationalism) ซึ่งภายใต้สังคมที่ใช้ความมีเหตุผลจะทำให้บุคคลมีความน่าเชื่อถือ ซื่อสัตย์ สุจริต ยอมรับสิ่งใหม่และสามารถเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สภาวะแวดล้อมใหม่ๆ Weberเชื่อว่า อิทธิพลของความคิด ความเชื่อ และบุคลิกภาพของคนในสังคมภายใต้สภาวะดังกล่าวมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตามมา

Everett E. Hagen (ค.ศ. 1906 – 1993) มีแนวความคิดสอดคล้องกับ Weber ที่ว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมมีการเริ่มต้นมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและเสนอว่าการเปลี่ยนจากสังคมดั้งเดิม (Traditional) ไปสู่สังคมสมัยใหม่ (Modern) จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพของบุคคล (Personality) โดยเสนอว่าบุคลิกภาพของคนในสังคมดั้งเดิมมีลักษณะตายตัวที่ถูกกำหนดโดยกลุ่มสังคม ต้องมีการสั่งการด้วยการบังคับบัญชา ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการประดิษฐ์คิดค้น เพราะคนเหล่านั้นมองโลกตามยถากรรมมากกว่าที่จะมองโลกแบบวิเคราะห์ และต้องการควบคุมให้เป็นไปตามที่คิด ซึ่งเป็นผลทำให้สังคมแบบดั้งเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนบุคลิกภาพของคนในสังคมใหม่มีความสร้างสรรค์ อยากรู้อยากเห็น เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ มองโลกที่อยู่รอบตัวเขาอย่างมีเหตุมีผล เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง บุคลิกภาพของคนในสังคมดั้งเดิมสามารถที่จะเปลี่ยนไปสู่บุคลิกภาพของคนในสังคมใหม่ได้โดยใช้วิธีการถอดถอนสถานภาพ (Status withdrawal) ด้วยการนำเอาปัจจัยด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจจากสังคมสมัยใหม่เข้าไปแทรกหรือแทนที่ในสังคมดั้งเดิม และยังได้เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมอาจทำได้จากการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพของคนในสังคม โดยเริ่มจากากรพัฒนาบุคลิกภาพตั้งแต่วัยเด็ก

David C. McClelland มีแนวความคิดว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเป็นผลมาจากการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เน้นศึกษาที่ตัวแปรด้านแรงจูงใจในความสำเร็จ (Achievement Motivation) ซึ่งหมายถึง ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของปัจเจกบุคคล และเสนอแนวความคิดว่า ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของสังคมในอดีตและปัจจุบันเป็นผลมาจากแรงจูงใจในความสำเร็จของบุคคล หากคน ในสังคมมีแรงจูงใจในความสำเร็จมาก การพัฒนาทางเศรษฐกิจก็จะมีความเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย และเสนอวิธีการสร้างแรงจูงใจในความสำเร็จด้วยการเรียนรู้ (Learning) โดยสร้างแรงกระตุ้น ทั้งภายในและภายนอก ดังนั้น ในการจัดการศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก สังคมควรมีการปูพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจในความสำเร็จของบุคคล ด้วยการใช้ปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
- แบบอย่างของความสำเร็จจากผู้ปกครอง
- การสร้างความอบอุ่น
- การให้กำลังใจและแรงเสริม
- หลีกเลี่ยงการครอบงำและใช้อำนาจของบิดา