Monday, 26 February 2018

โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (TO BE NUMBER ONE)

“ยาเสพติด” ปัญหาสำคัญระดับชาติที่รัฐบาลถือเป็นนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะปัญหายาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดในทุกพื้นที่ของประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านการเมืองและความมั่นคงของประเทศ

ตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา สภาพปัญหายาเสพติดเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่ในอดีตอย่างสิ้นเชิง  จากเดิมที่ “เฮโรอีน” เป็นปัญหาสำคัญที่ตำรวจต้องเร่งปราบปรามให้สิ้นซาก กลายเป็น “ยาบ้า หรือสารเมทแอมเฟตามีน ที่กำลังระบาดตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม และประเทศ จากข้อมูลการสำรวจพบว่ามีเยาวชนจำนวนกว่า 6 แสนคน หลงเข้าสู่วังวนของ ยาบ้า และจากสถิตินักโทษเด็ดขาด ของกรมราชทัณฑ์ที่ถูกจำคุกอยู่ตามทัณฑสถานทั่วประเทศ สำรวจ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2543 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 137,344 คน ในจำนวนนี้เป็นนักโทษคดียาเสพติดเกินกว่าครึ่ง คือ ประมาณ 87,966 คน คิดเป็นร้อยละ 64.05 และในจำนวนนักโทษเด็ดขาด คดียาเสพติดเหล่านี้มีจำนวนมากถึง 27,499 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 31.26 ของนักโทษคดียาเสพติดที่ต้องโทษในคดีเสพหรือครอบครองและทั้งเสพและครอบครอง

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีความห่วงใยต่อประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน อายุระหว่าง 6-25 ปี จำนวน 21 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง จึงทรงรับเป็นองค์ประธานโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อให้การรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดภายในประเทศดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือ และรวมพลังจากภาครัฐและเอกชน กระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของปวงชนในชาติให้มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักว่าการที่จะเอาชนะปัญหายาเสพติดมิใช่หน้าที่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ทุกคนในชาติจะร่วมแรงร่วมใจกันเป็นพลังของแผ่นดินที่จะต่อสู้และเอาชนะปัญหา ยาเสพติดให้ได้โดยเร็ว

หลักการดำเนินงานของโครงการ TO BE NUMBER ONE ดังนี้
1. ส่งเสริมการ กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกและช่วยสร้างเสริมความภาคภูมิใจ
2. ใช้สื่อ ดนตรี กีฬา ในการเข้าถึงเยาวชน และกระตุ้นให้เยาวชนเข้ามารวมกลุ่มกัน
3. สร้างความรู้และทักษะในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญสำหรับเยาวชนในชุมชนให้ปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด
4. “เพื่อนช่วยเพื่อน”
5. สร้างศูนย์รวมให้วัยรุ่นรวมกลุ่มกัน ทำกิจกรรมที่สนใจสร้างสรรค์และเกิดสุข
6. สร้างเครือข่าย TO BE NUMBER ONE ที่มีศักยภาพ จะทำให้การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่องและยั่งยืน

หลักเกณฑ์การตั้งชมรม TO BE NUMBER ONE  ให้ดำเนินการตามหลักการที่ 3ก เเละ 3ย ดังนี้
องค์ประกอบของชมรม TO BE NUMBER ONE ประกอบด้วย 3ก ได้แก่
1. ก.ที่ 1 คือ กรรมการ หมายถึง กลุ่มบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างน้อย 5 คน เพื่อเป็นกรรมการชมรมประกอบด้วย
* ประธาน 1 ตำแหน่ง
* รองประธาน 1 – 2 ตำแหน่ง
* เลขานุการ 1 ตำแหน่ง
* กรรมการอย่างน้อย 2 ตำแหน่ง และจะต้องมีการประชุมปรึกษาหารือกันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี โดยคณะกรรมการเป็นตัวแทน ได้มาจากการคัดเลือกหรือเลือกตั้งจากสมาชิก
ตัวอย่างการแบ่งคณะกรรมการ เช่น
* ฝ่ายจัดหาทุน
* ฝ่ายกิจกรรม
* ฝ่ายประชาสัมพันธ์
* ฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์
* ฝ่ายสอดส่องดูแลและประเมินผล
2. ก.ที่ 2 คือ กองทุน หมายถึง กรรมการและสมาชิกร่วมดำเนินการจัดตั้งกองทุนเพื่อนำเงินรายได้หมุนเวียนใช้จ่ายในชมรม ซึ่งเป็นแนวทางสู่ความยั่งยืนของชมรม ร่วมถึงทรัพย์สินของชมรมด้วย ซึ่งหมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่งดังต่อไปนี้
2.1 เงินซึ่งได้จากการบริจาค การจัดกิจกรรมเพื่อหาทุน/ได้รับสนับสนุนจากภาครัฐหรือเอกชน
2.2 ทรัพย์สิน
– ประเภทไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่นห้องประกอบกิจกรรมชมรมสถานที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในกิจกรรมของชมรม เป็นต้น
– ประเภทสามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์กีฬา และดนตรี
ตัวอย่างแหล่งที่มาของกองทุน
1.งบสนับสนุนจากสถานศึกษา/สถานประกอบการ
2.งบสนับสนุนจากภาคราชการ
3.การระดมทุน เช่น
*ค่าสมัครสมาชิก/การบริจาคของสมาชิก
*จำหน่ายผลิตภัณฑ์ TO BE NUMBER ONE
*จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่สมาชิกนำมาฝากจำหน่าย/จำหน่ายขยะรีไซเคิล
*จำหน่ายสินค้าตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น วาเลนไทน์, ปีใหม่ ฯลฯ
*เงินรางวัลจากการประกวด
3.ก.ที่ 3 คือ กิจกรรม หมายถึง สิ่งที่ชมรมจัดขึ้นเพื่อสมาชิกภายในชมรม หรือมอบหมายสมาชิกเข้าร่วมดำเนินการกับหน่วยงาน/องค์กรภายนอก ทั้งนี้ ให้นับรวมกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง/ปี โดยกิจกรรมเป็นการสนับสนุนให้สมาชิกใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เกิดความภาคภูมิใจ และมองเป็นคุณค่าของตนเองอันเป็นหนทางห่างไกลยาเสพติด รวมทั้งให้โอกาส และสนับสนุนการคืนคนดีสู่สังคมของสมาชิก “ใครติดยายกมือขึ้น” โดยการดำเนินงานภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ
ย.ที่ 1 คือ การรณรงค์ปลุกจิตสำนึกและสร้างกระแสนิยมที่เอื้อต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
ย.ที่ 2 คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่เยาวชน
ย.ที่ 3 คือ การสร้างและพัฒนาเครือข่ายเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 



เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “วัยรุ่นและเยาวชนมีกระแสนิยมการเป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด ตลอดจนวัยรุ่นและเยาวชนมีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ สามารถดำรงความเข้มแข็งในการต่อต้านยาเสพติด เพื่อป้องกัน ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด” คำขวัญโครงการ TO BE NUMBER ONE คือ “เป็นหนึ่งโดยไม่พึ่งยาเสพติด” ความหมาย คือ การเป็นหนึ่ง ทุกคนเป็นได้ เพราะทุกคนต่างมีดี อยู่ในตัวเอง หากค้นพบสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ สนใจ และมีความถนัด สามารถฝึกฝนและทำจนเป็นผลสำเร็จได้ ทำแล้วมีความสุข มีความเชื่อมั่น และมีความภาคภูมิใจ

ข้อวิพากษ์การดำเนินงานกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี

ข้อวิพากษ์จากโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการประเมินทุนหมุนเวียนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เมื่อวันที่ ๘-๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค
กรมฯได้มีการเสนอ KPI Template : รายละเอียดตัวชี้วัด เพื่อประเมินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี
#ด้านการเงิน
#ด้านการสนองประโยชน์
#ด้านการปฏิบัติการ
#ด้านการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน

ก็เป็นที่น่าเสียดายมีแต่ตัวชี้วัด ยังไม่ให้ความสำคัญกับมควบคุมและการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน/โครงการ

หากท่านผู้ใดมีโอกาสช่วยบอกเจ้าหน้าที่กรมฯที่รับผิดชอบก็จะเป็นการดี

สำหรับด้านการบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน
มีตัวชี้วัดที่ ๔.๒ การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน
วิทยากร บอกว่า มีความเสี่ยง ๔๐ กว่าความเสี่ยงของการบริหารทุนหมุนเวียน อยู่ที่เราจะบริหารความเสี่ยงยังไง ?   คือ หลีกเลี่ยง / ลด / แบ่ง / ยอมรับ ความเสี่ยง

แต่ไม่ทราบว่า กรมฯ มีมาตรการและวิธีการป้องกันความเสี่ยงอย่างไร? ที่ไม่ให้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนต้องเสี่ยงตัวเองไปทวงหนี้ และลูกหนี้เสี่ยงที่ต้องหลบหนี้เจ้าหน้าที่ฯหรือเบี้ยวหนี้ และไม่อยากพบเจ้าหน้าที่ฯเหมือนลูกหนี้บางคนที่เป็นอยู่ในขณะนี้...

จะเห็นได้ว่า ตัวชี้วัดการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน ไม่ใช่มาตรการ/วิธีการควบคุมความเสี่ยงจากการเบี้ยวหนึ้และความสำเร็จจากการบริหารโครงการ
ตัวชี้วัดเปรียบเสมือนเกย์รถที่บ่งบอกความเร็วของรถ แต่ไม่ใช่เป็นตัวควบคุมความเร็วของรถ
ตัวควบคุมความเร็วของรถคือ กฎหมายจราจร เครื่องดักจับความเร็ว ตำรวจทางหลวง ค่าปรับ ยึดใบขับขี่ ห้ามขับรถ ฯลฯ เป็นต้น รวมทั้ง การมีวินัยในการใช้รถของผู้ขับรถ
ถ้าหากกรมฯยังไม่มีมาตรการป้องกันความเสี่ยง ก็ขอให้เรียนรู้จากพนักงานสินเชื่อธนาคาร บุคคลเหล่านี้ จะมีประสบการณ์มากกว่าเรา
เพราะหลักการที่ใช้และจะใช้ กับเงินทุนหมุนเวียนในขณะนี้ ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่อีก
กรมฯอาจจะมีการจ้าง outsource ในการติดตาม/เร่งรัดหนี้สิน .. แต่ยังคงเป็นแค่แนวคิด
ก็ยังดี แต่ใครจะมาทำงาน และหมิ่นเหม่ต่อการทำผิดกฎหมาย พรบ.การบริหารเงินทุนหมุนเวียน พ ศ.๒๕๕๘

วิธีการที่ไม่กระทบเจ้าหน้าที่ฯมากที่สุด คือ ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนของกรมฯ รับผิดชอบดูแล ได้แก่ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) หรือไปเกี่ยวข้อง ได้แก่ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) เสียใหม่ เพื่อเสนอปัญหาให้รัฐบาลได้ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการ รวมทั้งเงินทุนหมูนเวียนอื่น ๆ ของรัฐบาลด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสทางการคลังของเงินทุนหมุนเวียนนอกงบประมาณ และส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย  
๑.ให้ผู้ที่เบี้ยวหนี้ ติดเครดิตบูโร และ/หรือ ฟ้องร้องดำเนินคดี
๒. บันทึกรายการหนี้สินในบัตรประจำตัวประชาชน
เมื่อบุคคลเหล่านี้ จะมาทำธุรกรรมทางการเงิน หรือติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฯ เพื่อขึ้นทะเบียนอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นทะเบียนรถ โอนที่ดิน เข้าโรงพยาบาล ก็ต้องมาประนอมหนี้ด้วย จะฝากหรือโอนเงินกับธนาคาร ก็ต้องมาประนอมหนี้ด้วย (เมื่อพบผู้ที่เป็นหนี้ฐานะยากจน จะได้ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและฝึกอาชีพ เพราะเบี้ยวหนี้โดยฐานะหรือถูกหลอก หากพบผู้ที่เป็นหนี้รำ่รวย จักได้ทำการยึดทรัพย์ เพราะเบี้ยวหนี้โดยสันดาน)
๓.ผู้ที่เป็นหนี้ของรัฐไม่มีเวลาหมดอายุความ
๔.การรับภาระหนี้ให้เป็นรายคน ไม่ใช่รายกลุ่ม แม้นจะรวมกลุ่มกันทำโครงการ เพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่จะตกกับคนใดคนหนึ่ง หรือคนหนึ่งได้ประโยชน์และอีกคนต้องชดใช้หนี้...ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว

อย่าลืมว่า กรมฯได้ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเงินทุนหมุนเวียนของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กรมฯกลายเป็นสถาบันการเงิน ทำหน้าที่เหมือนธนาคารโดยปริยาย เพราะนิยามสถาบันการเงิน คือ
๑) เป็นตัวกลางทางด้ารการเงิน (Financial Intermediary)
๒) เป็นวานิชธนกิจ (Investment-banking)

ฉะนั้น กรมฯ ต้องหารือกระทรวงการคลัง เพราะมีสิทธิ์ที่จะได้รับการบริการทางการเงินผ่านกระทรวงการคลัง เฉกเช่น สถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารรัฐวิสาหกิจ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ เป็นต้น

การพิจารณาโครงการด้านอาชีพของประชาชน

ข้อควรคำนึงในการพิจารณาการเสนอโครงการด้านอาชีพของประชาชน
๑. การรวมตัวเป็นกลุ่ม/องค์กร (๕ ก)
-
ก๑ = กลุ่ม
-
ก๒ = กรรมการ
-
ก๓ = กติกา
-
ก๔ = กิจกรรม
-
ก๕ = กองทุน
๒. ความสามารถด้านบริหารจัดการ
-
ทุน (4M: Man, Money, Material, Machine)
—
เงิน
—
แรงงาน/ความคิด (ไม่ใช่เงิน)
-
ความรู้
—
การจัดการเงินทุน/บัญชี/ทะเบียน/วัตถุดิบ/การผลิต/การตลาด/การวิเคราะห์ลูกค้า (Bandwagon effect คือ พฤติกรรมการซื้อสินค้าตามกระแสนิยม-Snob effect คือ พฤติกรรมการซื้อสินค้าสวนกระแสนิยม-Veblen effect คือ พฤติกรรมการซื้อสินค้าที่มีราคาแพง
-ตลาด (Marketing Mix; 4P: Product, Price, Place, Promotion)
—
แข็งขันสมบูรณ์
—
แข็งขันไม่สมบูรณ์
—-
ผู้ขายน้อยราย
—-
กึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด
—-
ผูกขาด
-
รายได้
—
ใช้สอย (อุปโภคบริโภค)
—
ออม เพื่อการลงทุนต่อไป
-------------------------------------
คำแนะนำเพิ่มเติมทางเฟสบุ๊คส์
และขอขอบคุณมา ณ ที่นี่ด้วยครับ
(๑) ท่านทินกร ยีหวังกอง "ควรมีซีฟัต สิดดี๊ก อะมาน๊ะ ตัฟลีฆ ฟะฎอน๊ะ นอกเหนือจาก ๕ ก เฉพาะในหมู่บ้านมุสลิม ด้วย  ส่วนธรรมภิบาล ๖ ประการก็จำเป็นต้องมี....ครับ"
(๒) น้องลุกมัง (บ้านมือบา) "ผมมองในเรื่องการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้ฐานมูลของคน/ชุมชนเพื่อเล็งเห็นอนาคตร่วมกันร่วมไปถึงผลได้ผลเสียของกิจกรรม"
(๓) น้องมานพ สันติปรีชา "หลักการดี แนะนำดี ที่ปรึกษาดี ระบบดี ทุกโครงการสำเร็จแน่นอนครับ ท่านแบบักรีเลขาฯ...."

Sunday, 25 February 2018

ทุกข์ของชาวบ้าน ทุกข์ของชุมชน

ในระดับหมู่บ้าน/ชุมชน เราพบว่า ปัญหาอุปสรรคมูลฐานและผลกระทบเชิงโครงสร้างทางสังคมในหมู่บ้าน/ชุมชนที่ชาวบ้านไม่ค่อยพูด เป็นปัญหาซ่อนเร้น (hidden problems) แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเข้มแข็งของหมู่บ้าน/ชุมชน แก้ด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมการรวมกลุ่มจิตอาสาพัฒนาชุมชน/ประชาสังคม (CSO) และให้มีการจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง และรัฐใช้กฎหมาย/ปฏิรูปช่วยแก้ไขด้วย

๑. ความขัดแย้งทางความคิด เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก มาจากการเลือกตั้งทางการเมืองในหมู่บ้าน/ชุมชน
แนวทางแก้ไข 
รัฐให้การสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมโครงการจิตอาสา "เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ" ให้มีกิจกรรมในระดับหมู่บ้าน/ชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาชนได้ร่วมสร้างสำนึกร่วมต่อแผ่นดินและการเป็นกลางทางการเมือง และให้โอกาสประชาชนรวมกลุ่มจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคม ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดอาสาพัฒนาชุมชน/ภาคประชาสังคมในหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีจิตสาธารณะในการขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่ตนเอง

๒. ประชาชน/สถาบันครอบครัวล่มสลายและถูกทำลายทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะยาเสพติด 
แนวทางแก้ไข 
รัฐให้การสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมกับจิตอาสา จัดกิจกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด (TO BE NUMBER ONE) หรือสร้างให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ ตระหนักคิด ตระหนักทำการต่อต้านผู้ที่ยุ่งเกี่ยวยาเสพติดร่วมกัน หรือ "ใครยุ่งยา เราไม่คบ" และให้โอกาสประชาชนรวมกลุ่มจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมเพื่อให้เกิดภาคประชาสังคมในหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีจิตสาธารณะในการขับเคลื่อนกิจกรรมแก้ไขปัญหาและป้องกันเยาวชน ลูกหลาน ในหมู่บ้าน/ชุมชน ไปยุ่งเกี่ยวและเสพยา กลายเป็นภาระและปัญหาของหมู่บ้าน/ชุมชน

๓. ประชาชนขาดความไว้วางใจ (trust) และขาดความเชื่อมั่น (confidence) ต่อกัน เพราะหนี้สินกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน/ชุมชน อาทิเช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) กองทุนหมุนเวียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ฯลฯ เป็นต้น
แนวทางแก้ไข 
รัฐให้การสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมปรับปรุงโครงสร้างระบบการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนของหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลหรือไปเกี่ยวข้องเสียใหม่ อาทิเช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) ฯลฯ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสทางการคลังของเงินทุนหมุนเวียนนอกงบประมาณ และส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังของประเทศไทย  ดังนี้
(๑) บันทึกรายการหนี้สินของลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนทุกรายและทุกประเภทลงในบัตรประจำตัวประชาชน และผ่านระบบธนาคาร ไม่ว่าจะฝากหรือถอนเงิน และส่งจ่ายเงินกู้ยืมด้วยตนเองหรือผู้ได้รับมอบฉันทะทุกครั้ง เพราะสามารถป้องกันการยักยอกเงินของเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการ รวมทั้ง การทำลายหลักฐานทางการเงินและทะเบียนต่าง ๆ
(๒) ให้ผู้ที่เบี้ยวหนี้ ติดเครดิตบูโร จะได้สร้างวินัยทางการเงินให้กับผู้กู้
(๓) ผู้ที่เป็นหนี้เงินทุนหมุนเวียนของรัฐทุกประเภทไม่มีเวลาหมดอายุความ เพราะจะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเดือดร้อน ต้องชดใชัเงินของผู้เบี้ยวหนี้โดยใช่เหตุ
(๔) การรับภาระหนี้ให้เป็นรายคน ไม่ใช่รายกลุ่ม แม้นจะรวมกลุ่มกันทำโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงภาระที่จะตกกับคนใดคนหนึ่ง หรือคนหนึ่งได้ประโยชน์และอีกคนต้องชดใช้หนี้...ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว
(๕) เมื่อผู้เป็นหนี้เงินทุนหมุนเวียนของรัฐทุกรายทุกประเภทเบี้ยวหนี้ จะมาทำธุรกรรมทางการเงิน หรือติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฯ เพื่อขึ้นทะเบียนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ขึ้นทะเบียนรถ โอนที่ดิน เข้าโรงพยาบาล  จะฝากหรือโอนเงินกับธนาคาร ก็ต้องทำการประนอมหนี้ด้วย 
(๖) เมื่อพบผู้ที่เป็นหนี้ตามข้อ ๕ มีฐานะยากจน จะได้ขึ้นทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและฝึกอาชีพ เพราะอาจเบี้ยวหนี้โดยฐานะหรือถูกหลอก หากพบผู้ที่เป็นหนี้ตามข้อ ๕ มีฐานะร่ำรวย จักได้ทำการยึดทรัพย์หรือเสียค่าปรับ เพราะเบี้ยวหนี้โดยสันดาน

สำหรับหน่วยงานของรัฐบางหน่วยงานหรือกองทุนบางกองทุนที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเงินทุนหมุนเวียนของรัฐที่ให้กลุ่มสมาชิก/สมาชิกกู้ยืมเงินนั้น กลายเป็นสถาบันการเงินโดยปริยาย เพราะทำหน้าที่เสมือนธนาคาร จากการนิยามสถาบันการเงิน คือ
๑) เป็นตัวกลางทางด้ารการเงิน (Financial Intermediary)
๒) เป็นวานิชธนกิจ (Investment-banking)

ฉะนั้น หน่วยงานของรัฐหรือกองทุนข้างต้น ต้องมีสิทธิ์ที่จะได้บริการทางการเงินภายใต้อำนาจกฎหมายที่กระทรวงการคลังกำกับดูแล เฉกเช่น สถาบันการเงินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารรัฐวิสาหกิจ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ ฯลฯ เป็นต้น

ปัญหาซ่อนเร้นของชาวบ้านในหมู่บ้าน/ชุมชน ทั้ง ๓ ประเด็นข้างต้น เกิดจากการดำเนินนโยบายสาธารณะที่ขาดการติดตามประเมินผลถึงผลกระทบเชิงลบในระยะยาวต่อหมู่บ้าน/ชุมชน ถ้าพูดภาษาการค้าการขาย คือ รัฐจำหน่ายสินค้าให้ประชาชนแล้ว แต่ไม่มีบริการหลังการขาย
------------------------------
แต่เรามักพบปัญหาทั่วไป ที่ชาวบ้านมักเสนอ ไม่ว่าจะแก้เอง ร่วมแก้ หรือแก้ให้
๑. โครงสร้างพื้นฐาน
๒. สิ่งแวดล้อม ขยะมูลฝอย
๓. การทำมาหากิน/เศรษฐกิจ
๔. ด้อยการศึกษา
๕. อาคารสาธารณประโยชน์เสื่อมโทรม
๖. สุขภาพของประชาชนไม่ดี
๗. ขโมย
๘. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
๙. น้ำท่วมขัง
๑๐. น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
๑๑. เด็กขาดสารอาหาร
๑๒. เด็กติดเกมส์
๑๓. เยาวชนติดยา
๑๔. ไม่มีที่ดินทำกิน
๑๕. ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง
๑๖. ไม่ได้รับความยุติธรรม
๑๗. ว่างงาน
๑๘. มีรายได้น้อย ให้สนับสนุนอาชีพเสริม

ส่วนหน่วยงานราชการเอง ก็มีปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการบริหารจัดการท้องถิ่น/ท้องที่และหน่วยงานระดับอำเภอ/ตำบล ก่อให้เกิดความซ้ำซ้อน ซ้ำเสริม ซ้ำซาก เพราะกระบวนระบบการปฏิบัติงานในระดับอำเภอ/ตำบล ยังไม่มีความสมดุลระหว่าง คน เงิน งาน
แนวทางแก้ไข 
รัฐจัดให้มีองค์คณะที่มีความรู้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการบริหารจัดการท้องถิ่น/ท้องที่และหน่วยงานระดับอำเภอ/ตำบล ได้ทำการศึกษาปัญหาเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างด้านการบริหารจัดการท้องถิ่น/ท้องที่และหน่วยงานระดับอำเภอ/ตำบล ที่ก่อให้เกิดความซ้ำซ้อน ซ้ำเสริม ซ้ำซากในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริการประชาชนและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพราะกระบวนระบบการปฏิบัติงานในระดับอำเภอ/ตำบล ยังไม่มีความสมดุลระหว่าง คน เงิน งาน และขาดความสอดคล้องกับบริบทสังคมไทยในระดับหมู่บ้าน/ชุมชนอย่างจริงจัง เพื่อจักได้นำเสนอรัฐบาลดำเนินการปฏิรูปและจัดโครงสร้างการบริหารจัดการระดับอำเภอ/ตำบลที่มีประสิทธิภาพ
------------------------------
คำแนะนำเพิ่มเติมทางเฟสบุ๊คส์และขอขอบคุณมา ณ ที่นี่ด้วยครับ
(๑) Nurul Ikhwan "เยี่ยมครับแบบักรี"
(๒) สาปีนะห์ แมงสาโมง  "สมควรให้ข้าราชการ...ถอดบทเรียนการทำงานของข้าราชการกันเอง...แต่ทุกอย่างชุมชนเองก็มีส่วนในการสร้างหรือทำลายความล่มสลายขุมชนในอดีตเช่น...ขอชื่นชมแบบัครีที่ช่วยกันค้นหาสาเหตุพร้อมแนวทางแก้ไขในอนาคต"
(๓) น้องลุกมัง (บ้านมือบา) "ไม่พูด การสื่อสารกับ จนท.รัฐ คนละอย่าง รวมไปถึงการอธิบาย และที่สำคัญการสร้างปฏิสัมพันธ์ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจผู้พูดกับผู้ฟัง"
(๔) Rusdee Yaseng "เพราะ ปัญหา "ระบบโครงสร้างอำนาจรัฐ"
(๕) คนองเดช สุขผล "ถูกทุกข้อครับ ทุกคนเห็น แต่ไม่มีใครลงไปแก้ไข เพราะ โครงสร้างอำนาจรัฐไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับข้าราชการส่วนหนึ่งขาดจิตสำนึก และผู้นำชุมชนที่เห็นแก่ตัว"
เพิ่มจากเฟสบุคส์
(๖)  Rattikarn “พัฒนาตัวผู้นำให้ได้ก่อนเป็นอับดับแรก”
(๗) กล้วยหอมทอง “พัฒนาไม่ไป..เพราะได้ข้อมูลไม่จริง”
(๘) ยายครู “อีหยังกะซาง ถ้ายังเลือก ผู้ใหญ่บ้านเหล้าขาว นายก อบต.ด้วยเงินสามร้อย ห้าร้อย มันก็เดิม ๆ เพิ่มเติมคือปัญหายิ่งเพิ่มพูน ถ้าสอนต้วเองไม่ได้ บอกเจ้าของบ่อได้ อย่าคิดสิไปนำผู้อื่นเด้อ”
(๙) กล้วยหอมทอง “เกรงใจ..ไม่ยอมรับความจริง..”
(๑๐) จำเนียร พัฒนพิบูลย์ "ถูกต้องที่สุด...เพราะความเกรงใจ ชาวบ้านถึงได้ยอมสูดดมควันพิษโรงงานทุกวัน ๆ"
เพิ่มจากเฟสบุคส์
(๑๑) Chongdee Thummakhun "ถูกต้องคะหัวหน้า แต่การแก้ปัญหาให้บรรลุผลสำเร็จประชาชนในชุมชน/หมู่บ้าน จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง และภาครัฐก็ต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงใจเช่นกัน ปัญหาต่าง ๆ ก็อาจบรรเทาเบาบางได้บ้างคะ"
(๑๒) ปลัดธมล มงคลศิลป์ "วิเคราะห์ ได้ตรงประเด็นมากค่ะ"